ตามตำนานเรื่องเล่าในหนังสือ Myths, Legends&Folk tales of the Hmong of Laos บันทึกว่า “นานมาแล้วจักรวาลไร้สรรพสิ่ง มีเพียงพิภพที่ว่างเปล่า ปรากฏบุรุษผู้หนึ่งออกมาจากรอยแยกของเทือกเขา ชายผู้นี้นามว่า ‘ลู่ตุ๊’ (Luj Tub) เขาออกมาจากใต้พิภพสู่แผ่นดินที่มืดมิด ท้องนภาอยู่แค่เอื้อม ไร้สุรอยาแลจันทรา ต่อมาไม่นานสตรีผู้หนึ่งจึงมุดรอยแยกตามออกมา เธอมีนามว่า ‘ซีฉี’ (Ntxhi Chiv) มาอยู่คู่กับเธอบนปฐพีที่เวิ้งว้างไร้สรรพสิ่ง
เมื่อครั้งลู่ตุ๊กำเนิดจากดินนั้น เขาถือดอกไม้ดวงหนึ่งมาด้วย ดอกไม้นั้นมีเมล็ดเต็มฝัก เขาเรียกมันว่า ดอกเจอจี (Paj Caws Ci/ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่าน่าใช่ดอกทานตะวันหรือ Paj Noob Hli) เขาทั้งสองจึงใช้หินไฟก่อกองไฟให้แสงสว่างและความอบอุ่น ทั้งสองย่างเมล็ดนี้เป็นอาหารจนใกล้หมด ลู่ตุ๊จึงหว่านทั่วแผ่นดิน ทุกเมล็ดงอกต้นเดียวเท่านั้น ต้นไม้นี้ออกฟักออกรวงตามลำต้น ฝักใกล้โคนต้นเรียกว่า ข้าวโพดเจ็ดใบ (Pob kws xya nplooj) ฝักถัดมาเรียกว่า ข้าวโพดเหนียวสีเหลืองใหญ่ (Pob kws nplaum daj loj) ฝักสูงขึ้นมาเป็นข้าวโพดขาวเล็ก (Pob kws cauj qaib) สูงขึ้นมาอีกเป็นข้าวโพดแล้ง (Pob kws taj) สูงอีกคือข้าวโพดเหนียวสีขาว (Pob kws nplaum dawb) ที่ยอดนั้นออกเมล็ดรวงข้าวทั้งสี่ (Nplej, Qib, Pias, Txhuv)
ขณะนั้นเกิดพายุโหมกระหน่ำพัดพาฝักและรวงทั้งหลายกระจายไปทั่วแคว้น เมล็ดข้าวปลิวสู่ท้องทุ่ง เมล็ดข้าวฟ่างล่องลอยสู่ยอดดอย เมล็ด Pias กับ Txhuv ตกที่ไหล่เขา เมล็ดข้าวโพดร่วงหล่นใต้หุบเขา เมื่อเป็นเช่นนี้ต้นเจอจีจึงยืนต้นเหลือเพียงแกลบ
นานวันผ่านไปมีเสียงเคาะประตูขึ้นพร้อมกับคำวิงวอนจากด้านนอกว่า “พ่อกับแม่เปิดประตูให้หนูหน่อย”
ทั้งสองตกใจ “เธอเป็นใคร”
เสียงนั้นตอบว่า “หนูคือข้าวโพดเจ็ดใบจากต้นเจอจี”
ลู่ตุ๊กับภรรยาถามต่อ “แล้วเธอจะมาอยู่ที่ไหน”
ข้าวโพดเจ็ดใบตอบ “หนูตัวเล็กและหวาดกลัวความมืดของมาอยู่บนหิ้งเหนือกองเพลิง (Qab nthab)”
ทั้งสองเปิดประตู ลู่ตุ๊จึงแขวนข้าวโพดเจ็ดใบไว้ที่หิ้งเหนือเตาไฟ
สองสามวันต่อมาข้าวโพดเหนียวสีเหลืองใหญ่และข้าวโพดขาวเล็กตามมาอยู่ด้วย ส่วนข้าวโพดแล้งนั้นมีปริมาณมากจึงขอให้ลู่ตุ๊สร้างยุ้ง (Txhab) ไว้ให้อยู่
เมื่อข้าวโพดกลับบ้านกันหมดแล้วจึงถึงเวลาของข้าวฟ่างทั้งสอง คือ Pias และ Txhuv เดินทางมาขออาศัยอยู่ในตะกร้า (Tawb) ข้าวฟ่างนั้นไม่ขออยู่ร่วมกับข้าวฟ่างทั้งสอง ขอปลีกตัวอยู่ตนเดียวในตะกร้าใหญ่ (Phawv) ข้าวเปลือกเดินทางมาถึงสุดท้ายมาขออยู่ในยุ้งฉาง (Zuv)
เมื่อมีธัญหารเต็มบ้านแล้ว ซีฉีจึงตั้งครรภ์ได้ 9 ปีไม่กำเนิดบุตร ลู่ตุ๊จึงถือขันและตะเกียบมาเสี่ยงทายดูสิว่าทารกในครรภ์นั้นลูกมนุษย์หรือปีศาจ บุตรชายในครรภ์ภรรยาตอบกลับมาว่าบุตรมนุษย์ผู้จะมาเป็นเจ้าเหนือสรรพสิ่ง ยามได้เวลาตนจึงจะออกมา ขณะนั้นซีฉีอยากอาหารยิ่งนัก ลู่ตุ๊จึงเปิดรอยแยกของพิภพให้บรรดาสรรพสัตว์ออกมา ลู่ตู๊เห็นว่าไก่นั้นจะอร่อยต้องเจาะท้องดึงอัณฑะออก (ทำหมันไก่) ส่วนหมูนั้นต้องตัดอัณฑะด้วยเช่นกันถึงไร้กลิ่นหืน
เมื่อถึงกำหนดบุตรชายจึงโผล่ออกมาจากสีข้างมารดา พร้อมกับมือขวาถือมีดโกน มือซ้ายพกขวดน้ำมนต์ เด็กน้อยมีนามว่า ‘เท้งจื๋อ’ (Theeb Tswv) เมื่อครบสามวันสองพ่อลูกเห็นว่าโลกนี้คับแคบเกินจำต้องขยายออก ทั้งสองจึงกระทึบเท้าตบมือจนท้องนภาลอยขึ้นสูง ผืนปฐพีแผ่ออกไกล เท้งจื๋อหยิบเสาโลหะสี่ต้นมาค้ำท้องฟ้าทั้งสี่มุมไว้ ปั้นเสาใหญ่มาค้ำไว้กลางแผ่นดินแยกท้องฟ้าเป็น 4 ด้าน จากนั้นสร้างหอคอยไว้ปลายยอดของเสาใจกลางโลกให้หินไฟสีทองและสีเงินคอยประดับส่องสว่าง ดวงไฟสีทองให้สตรีคอยขับส่องสว่างยามกลางวัน บุรุษขับดวงไฟสีเงินนำทางสรรพสัตว์ยามกลางคืน ดังนั้น เทพีสุรีย์และเทพจันทราจึงกำเนิด เมื่อเป็นดังนี้แล้วเท้งจื๋อจึงขึ้นไปประทับบนสรวงสวรรค์ปกครองทั่วจักรวาล
ต่อมาซีฉีได้ให้กำเนิดเย่อซ้อหรือเย่อย่ง (Yawm Xob/Yawg Nyoog) ผู้โหดร้าย เท้งจื๋อจึงมอบแผ่นดินโลกให้น้องชายดูแล ผู้ใดทำบาปให้เขามีสิทธิ์คร่าชีวิตผู้นั้น
ไม่นานนักทั้งสองได้กำเนิดก้อนเนื้อก้อนหนึ่ง ทั้งสองเกรงว่านี่คือบุตรปีศาจจึงนำไปทิ้งไว้กลางแจ้งให้แดดแผดเผา ลู่ตุ๊ได้ยินเสียงสนทนาออกมาจากข้างใน จึงใช้เหล็กลนไฟเจาะดูปรากฏมนุษย์ผิวคล้ามออกมา เรียกชนเผ่านี้ว่า ขมุ
ลู่ตุ๊เจาะอีกด้านชนเผ่าผิวขาวและเหลืองถึงออกมา คราวนี้มนุษยชาติจึงกระจายทั่วแผ่นดินโลก แต่มนุษย์นั้นไร้ดวงตา ลู่ตุ๊จึงตีเหล็กเป็นนัยน์ตาสีดำ ทองคำเป็นตาเหลือง เงินเป็นส่วนตาขาวให้มวลมนุษย์ มนุษย์จึงมีตาเหล็ก ตาทองและตาเงิน (Qhov muag nyiaj, qhov muag kub, qhov muag hlau)”