ม้งไทยกับการเมือง’62 ตอนที่ 1

นับแต่อดีตมานั้นมีหลักฐานว่าชาวม้งได้เข้ามีส่วนร่วมในการเมืองระดับชาติครั้งแรกในปี พ.ศ. 2490 เมื่อพญาดำรงฤทธิไกรตุ๊บี ลีฟ่ง ส่งตุ๊เลี้ย ลีฟ่งน้องชายของตนลงรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและได้รับเลือกเป็น ส.ส. ของแขวงเชียงขวาง เข้าร่วมรัฐบาลเจ้าสุวรรณภูมา ในราชอาณาจักรลาว หลังจากนั้นมาเมื่อชาวม้งแพ้สงครามลับในลาวแล้วต่างอพยพสู่ประเทศที่สามนั้น มีชาวม้งจำนวนหนึ่งได้รับการศึกษาพัฒนาตนจนสามารถเป็นตัวแทนของรัฐท่ามกลางฝูงชนต่างเผ่าพันธุ์กับตน แต่ในประเทศไทย ชาวม้งได้รับแต่งตั้งจากทางการให้ทำงานฝ่ายปกครองทั้งก่อนและหลังสงครามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์จนเข้าสู่ระบบการเมืองท้องถิ่น แต่การเมืองระดับชาติยังไม่มีใครไปถึงจุดนั้นได้
การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นครั้งแรกที่ระบบการเลือกตั้งเปิดโอกาสให้กลุ่มชนรากหญ้า ทุกเชื้อชาติ ทุกเผ่าพันธุ์ ทุกอาชีพ ทุกระดับการศึกษาได้เข้ามีส่วนร่วมกำหนดนโยบายบริหารประเทศ ได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย ด้วยการนับคะแนนที่ทุกๆ คะแนนมีความหมาย ทุกๆ เสียงถูกนับเป็นคะแนนให้พรรค จึงเห็นได้ว่าบรรดาพรรคการเมืองน้อยใหญ่ใหม่เก่าต่างวางกลยุทธ์มาที่ชนชาวรากหญ้าชาวบ้านผู้ได้รับความนิยมในท้องถิ่น ให้พวกเขาเป็นตัวแทนพรรคลงสมัครในแต่ละเขตและขณะเดียวกันก็เป็นฐานเสียงสนับสนุน ส.ส. บัญชีรายชื่อให้พรรคในทางอ้อม และแน่นอนหนึ่งในกลุ่มชนชาวรากหญ้านั้นก็คือ ชาวม้งกลุ่มชาติพันธุ์ที่ได้ชื่อว่าไม้เบื่อไม้เมาของทางการ
กลุ่มผู้นำ กลุ่มปัญญาชน กลุ่มนักธุรกิจชาวม้งต่างรู้ดีว่านี่คือกักดักของพรรคการเมืองแต่เมื่อโอกาสพุ่งเข้ามาใครล่ะจะไม่คว้า ชื่อเสียง เงินทอง เกียรติยศ อำนาจ ความปรารถณา เจตจำนง อุดมการณ์ ความฝัน จึงมีชาวม้งจำนวนหนึ่งตัดสินใจเดินลงสู่สนามการเมืองในนามพรรคต่างๆ ที่ก่อกำเนิดขึ้นมาใหม่

ผู้สมัคร ส.ส. ชาวม้งในครั้งนี้มีทั้งหมด 30 คน จาก 4 พรรคการเมือง พรรคประชาชาติ 18 คน พรรคพลังท้องถิ่นไท 7 คน ส่วนพรรคประชาไทย พรรคอนาคตใหม่ พรรคชาติพันธุ์ไทย พรรคครูไทยเพื่อประชาชนและพรรคประชาธรรมไทย พรรคละ 1 คน แบ่งเป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อ 3 คน ได้แก่ คุณยอดยิ่ง แสนยากุล จากพรรคพลังท้องถิ่นไท คุณณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์ พรรคอนาคตใหม่และคุณวีระเดช โรจนคีรีสันติ จากพรรคประชาชาติ ส่วน ส.ส. แบบแบ่งเขต 27 คน ดังนี้
จังหวัดเชียงใหม่ จากพรรคประชาชาติ 5 คนได้แก่ เขต 1 นายชาญชัย เชาวนางกูร เขต 2 นายเกียรติศักดิ์ จอกนิธิพงศกร (Zaam Khais Tsom) เขต 5 นายจิรายุศ กำธรพิทักษ์ (Laj Zoov Tsab) เขต 8 นายไตรวิทย์ แซ่ยะ และเขต 9 นายศักดา กูลสวัสดิ์มงคล
ส่วนพรรคพลังท้องถิ่นไท 2 คน ได้แก่ เขต 3 นายนริศ พนากำเนิด เขต 4 นายไตรภพ แซ่ย่าง และจากพรรคประชาไทย 1 คน คือ นายกรกษิณ หาญดิฐกุล เขต 5
จังหวัดแม่ฮ่องสอน 1 คน จากพรรคประชาชาติ นายซัวหยี่ แซ่หัน (Txoov Yig Haam)
จังหวัดเชียงราย จากพรรคพลังท้องถิ่นไท 2 คน ได้แก่ เขต 2 นางอรอนงค์ แสนยากุล (เจ้าตัวเป็นชาวลีซอแต่งงานกับคนม้ง) และเขต 5 นายสมบูรณ์ ร่มพนาธรรม ส่วนพรรคประชาไทย 2 คนเช่นกัน คือ เขต 4 นายจีระศักดิ์ ร่มพนาธรรม (Tshu Mos Yaj) กับเขต 5 นางสุดา หาญเจริญชัยกุล (Npaub Vaj)
จังหวัดพะเยา จากพรรคประชาชาติ 2 คน คือ เขต 2 ว่าที่ รท. ทัศพล มองช่อบิดร (Hawj Txoov Chij) และเขต 3 นายไตรวิทย์ สหเจริญชัย (Foom Hawj)
จังหวัดน่าน 4 คน จากพรรคประชาชาติ 3 คน ได้แก่ เขต 1 นายโสภณ ไพรวัลย์บริบูรณ์ เขต 2 นายธนู ภัทรวรากุล และเขต 3 นายสันติภาพ แซ่คำ ส่วนพรรคชาติพันธุ์ไทย 1 คน คือ เขต 3 นายเลาหล้า แซ่เล้า
จังหวัดตากจากพรรคปราชาติทั้ง 2 เขต คือ เขต 1 นางหม่อ แซ่ว่าง และเขต 2 นายวิสุทธิชัย ยั่งยงสกุล (Laj Xees Yaj)
จังหวัดพิษณุโลก 3 คน 3 พรรคจาก 2 เขต คือ เขต 4 นายจิรพันธุ์ หาญชัยเวธน์ ( Nyiaj Yub Hawj) จากพรรคพลังท้องถิ่นไท และเขต 5 สองคน คือ นายแทนคุณ แซ่วื่อ จากพรรคประชาชาติกับนายชาย แซ่โล่ พรรคครูไทยเพื่อประชาชน
ปิดท้ายที่จังหวัดเพชรบูรณ์อีก 3 คน จาก 3 พรรคจาก 2 เขตเช่นกัน คือ นายดะ ทรงสวัสดิ์วงศ์ จากพรรคพลังท้องถิ่นไท กับนายอดิศักดิ์ บำรุงคีรี (Haam Tsua Khaab) พรรคประชาชาติ ในเขต 1 และเขต 2 นายพันธ์นุวัฒน์ โรจนคีรีไพศาล พรรคประชาธรรมไทย

ถึงทุกคนจะลงสมัครรับเลือกด้วยเหตุผลกลใด จะได้รับเลือกหรือไม่ก็ตาม ขอให้สำนึกเสมอว่าตนเป็นใคร ปณิธานที่แท้จริงใต้ก้นบึ้งหัวใจคืออะไร จะสานฝันของพี่น้องม้งอย่างไร และจงภูมิใจกับตนเองที่วันนี้ได้เลือกเดินบนเส้นทางนี้ เพราะทุกคนเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ชนชาติของเรา ‘ม้ง’

เจ้าหน้าที่อุทยานฯ จับนายวิโรจน์ เทิดไพรพนาวัลย์ อดีตผญ. บ้านขุนกลาง สร้างรีสอร์ทรุกพื้นที่

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 256  เวลา 13.00 น. นายกริชสยาม  คงสตรี  หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอย อินทนนท์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์, เจ้าหน้าที่ทหารสังกัดกองร้อยรักษาความสงบที่ 2 จังหวัดเชียงใหม่ (ป.พัน.7 พล.ร.7), เจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีตำรวจภูธรจอมทอง, ปลัดอำเภอจอมทอง และกำนันตำบลบ้านหลวง ได้เข้าจับกุมนายวิโรจน์  เทิดไพรพนาวัลย์ อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 7 บ้านขุนกลาง ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ที่ก่อสร้างอาคาร 8 หลัง รุกพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ 

ทั้งนี้นายกริชสยาม  คงสตรี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ กล่าวว่ายังมีพื้นที่อีกหลายแห่งที่มีการบุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติฯ และเป็นการก่อสร้างอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งจะต้องมีการดำเนินการโดยเด็ดขาดต่อไป เจ้าหน้าที่จึงได้บันทึกภาพถ่ายไว้เป็นหลักฐาน และร่วมกันพิจารณาลงความเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำผิดกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้ ดังนี้
1. ฐานก่อสร้าง แผ้วถาง หรือเผาป่า หรือทำด้วยประการใดๆอันเป็นการทำลายป่า หรือเข้ายึดถือครอบครองป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่น ตามมาตรา 54 พระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 ประกอบมาตรา 72 ตรี
2. ฐานยึดถือครอบครองที่ดิน รวมตลอดถึงก่อสร้าง แผ้วถาง หรือเผาป่า ตามมาตรา 16(1) พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 ประกอบมาตรา 24
3. ฐานเปลี่ยนแปลงทางน้ำหรือทำให้น้ำในลำน้ำ ลำห้วย หนอง บึง ท่วมท้นหรือเหือดแห้ง ตามมาตรา 16(5) พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 ประกอบมาตรา 24
พนักงานเจ้าหน้าที่ได้แจ้งแก่นายวิโรจน์ เทิดไพรพนาวัลย์ ว่าท่านต้องถูกจับ และได้แจ้งสิทธิตามกฎหมายให้ผู้ถูกจับทราบว่า ดังนี้
1. มีสิทธิที่จะไม่ให้การหรือให้การก็ได้และถ้อยคำของผู้ถูกจับนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้
2. ผู้ถูกจับมีสิทธิที่จะพบและปรึกษาทนายความ หรือผู้ซึ่งจะเป็นทนายความ
3. ถ้าผู้ถูกจับประสงค์จะแจ้งให้ญาติหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจทราบถึงการจับกุมที่สามารถดำเนินการได้โดยสะดวกและไม่เป็นการขัดขวางการจับหรือการควบคุมผู้ถูกจับหรือทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใด ก็ให้เจ้าพนักงานอนุญาตให้ผู้ถูกจับดำเนินการได้ตามสมควร

ขอขอบคุณข่าวจาก : http://www.tnews.co.th นะครับ

การดิ้นรนของชาวม้งผู้ลี้ภัยรุ่นที่สามที่มีมากกว่าเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม

เน้งท่อได้แบ่งปันความหวังและความฝันของตนบนเฟสบุ๊คจนมีผู้ติดตามถึงพันกว่าคน​ เขาเน้นถึงการดิ้นรนทางอัตลักษณ์ของผู้อพยพ​ด้วยการตั้งข้อสังเกตว่าไม่มีเวลาให้ชาวม้งในสหรัฐสร้างความผูกพันภายในครอบครัวและเชื่อว่าปฏิสัมพันธ์ของคนในชุมชนสามารถทำให้ชาวม้งลี้ภัยรุ่นที่สามเติบโตทางวัฒนธรรมได้
เน้งท่อเกิดในศูนย์อพยพและเติบโตในรัฐวิสคอนซิน​ จบการศึกษาด้านชีววิทยาการปฏิรูปจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด​ สองปีต่อมาเขาเริ่มติดต่อกับผู้คนเพื่อแบ่งปันประสบการณ์และความรู้ของตน​ จนเดือนธันวาคม​ ปี​ พ.ศ.​ 2560 จึงเริ่มออกเดินทางรอบโลก​ เขาแบ่งปันความหวังและความฝันของตนผ่านทางวีดีโอและเฟสบุ๊คจนเดือนมกราคมที่ผ่านมามีคนติดตามเฟสบุ๊คของเขาถึง​ 38,000 คน​
“เขามาพร้อมกับข้อความสำคัญที่พวกเราสามารถเรียนรู้ได้” เฟย์นีส มิลเลอร์ อธิการมหาวิทยาลัยแฮมไลน์กล่าว
เน้งท่อพูดถึงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมผสมว่าความคิดหลักของชาวม้งอเมริกันรุ่นที่​1,2 และ​3 นั้นเป็นส่วนหนึ่งของหลายๆส่วนในโปรแกรมหลักของผู้เรียนภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัยแฮมไลน์
“โครงการเหล่านี้ช่วยให้ทุกคนเข้าใจถึงวัฒนธรรมและความสำคัญของวัฒนธรรม” คุณมิลเลอร์กล่าว​ “ความแตกต่างทำให้เรายอดเยี่ยม​ ความแตกต่างทำให้เราทำในสิ่งที่ไม่ได้จินตนาการมาก่อน”
เธอเสริมว่า “หนทางยังอีกไกล​ แต่เราจะทำให้โครงการนี้เดินหน้าต่อไป”
เธอชี้ให้เห็นถึงไหมเงี่ยซ่งเฉินรองประธานฝ่ายทะเบียนของมหาวิทยาลัยแฮมไลน์ที่เริ่มต้นจากพนักงานลูกจ้างจนก้าวสู่ระดับผู้นำของมหาลัย
“มีผู้นำในหมู่พวกคุณ” มิลเลอร์ยอมรับว่าชาวม้งอพยพมาอยู่ในสหรัฐเพียงระยะเวลาอันสั้น “ฉันหวังว่าคุณจะภูมิใจในทุกสิ่งที่คุณทำสำเร็จ คุณได้เพิ่มให้กับโครงสร้างของชาตินี้มาก ๆ”
สี่สิบปีที่แล้วชาวม้งเป็นเพียงชาวไร่ในประเทศลาว​มาวันนี้พวกเขากลายเป็นผู้นำระดับโลกและนักเคลื่อนไหวเชกเช่นเน้งท่อ
“ไม่มีเวลาไหนในประวัติศาสตร์ที่เราได้เห็นผู้คนทำเช่นนั้น”
กับความท้าทายที่เกิดขึ้น​ กับความแตกต่างระหว่างตระกูลที่มีมาหลายชั่วอายุ
ปู่ของเน้งท่อถูกเกณฑ์เป็นทหารขณะอายุได้​ 14​ ​ปีเพื่อต่อสู้กับคอมมิวนิสต์​ เมื่อพวกเขาอพยพสู่ศูนย์ลี้ภัยในประเทศไทย​ เน้งท่อจึงเกิดที่นี่ต่างจากน้องๆ​ของเขาที่เกิดในสหรัฐ
เน้งท่อแบ่งผู้อพยพในสหรัฐเป็น​ 3 รุ่น​ รุ่นแรกเกิดในประเทศลาว​ เช่นปู่ของเขา​ รุ่นที่สองที่ได้สัมผัสชีวิตในค่ายลี้ภัย​ เช่น​ พ่อแม่และตัวเขา​ รุ่นที่สามที่เกิดในสหรัฐ
“มีประชากรสามกลุ่มที่แตกต่างกันมาก” เน้งท่อให้ข้อสังเกตและเข้าใจว่าเป็นกุญแจสำคัญในการหาวิธีการปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมอเมริกัน
ปัญหาคือว่าแต่ละรุ่นมีสายสัมพันธ์ที่ต่างกัน เมื่อโตขึ้นพวกเขาจึงไม่ต้องการรบกวนพ่อแม่ที่ยุ่งอยู่กับการพยายามที่จะเอาชีวิตรอดในแต่ละวันจนไม่มีเวลาแบ่งปันภาษา​ เรื่องราวและวัฒนธรรมกับลูก ๆ ซึ่งในระหว่างการเดินทางของเขานั้นเขาได้เห็นรูปแบบนี้ซ้ำๆในชุมชนผู้อพยพ
“ฉันคิดว่าการสายสัมพันธ์ระหว่างกันเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จ” เน้งท่อกล่าว
ตอนพวกเขาใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศลาว​ พวกเขาทำงานในไร่เป็นครอบครัวและมีเวลาพูดคุยกัน​ “เมื่อคุณพูดกับพ่อแม่ของคุณ” เน้งท่อว่า​ “คุณรู้สึกปลอดภัยและพูดคุยกับใครก็ได้ไม่ว่าปัญหาใด”
ในค่ายลี้ภัยที่เมืองไทย​ ทุกครอบครัวเชื่อมโยงเข้าหากัน​ผ่านการแบ่งปัน​ปัญหากัน​ ชุมชนเชื่อมถึงกันเมื่อขยายขนาดขึ้นและขอความช่วยเหลือซึ่งกันและกันเมื่อประสบปัญหา​ “สิ่งนี้ทำให้ชุมชนม้งในลาวและไทยเข้มแข็ง” เน้งท่อให้ความเห็น
ในสหรัฐ​ผู้อพยพต้องสูญเสียพื้นฐานร่วมกัน เด็กใช้เวลาในโรงเรียนแทนที่จะไปทำงานกับผู้ปกครอง ผู้ปกครองหลายคนทำงานหลายงานและทิ้งหน้าที่การดูแลเด็ก​ เด็กที่อายุน้อยกว่าได้รับการเลี้ยงดูด้วยเด็กที่มีอายุมากกว่า เด็ก ๆ หยุดพูดกับพ่อแม่ของพวกเขาและสูญเสียการให้คำปรึกษาจากรุ่นก่อน
เขาตระหนักถึงวันแรกในมหาวิทยาลัยว่ามีเพียงคนเดียวที่เขาจะไปหาได้และพูดคุยด้วย ไม่ใช่พ่อและแม่ของเขา
“ฉันไม่เชื่อว่าจะมีคนต้องการให้ฉันประสบความสำเร็จและยื่นมือมาช่วยฉัน” เขาตั้งสมมติฐาน “ในฐานะผู้อพยพมาใหม่​ เราต้องการให้เด็กๆของเราประสบความสำเร็จ แต่ถ้าเด็กๆของเราประสบความสำเร็จและพวกเขาไม่ใช่ มันไม่ดีต่อพวกเขา”
เน้งท่อเชื่อว่าทัศนคตินี้ถูกปลูกฝังจากประสบการณ์การถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ชาวม้งประสบพบเจอมา ดังนั้น
เขาจึงทำงานที่สร้างความสัมพันธ์กับพ่อแม่ของเขาเพื่อเขาสามารถเดินทางไปหาทั้งสองได้และเป็นสิ่งที่กำลังพัฒนาขึ้นทุกๆวัน
ฉันอยู่ที่ไหน? เป็นคำถามที่ผู้อพยพถามตนเองเมื่อสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรม
“ฉันแค่ต้องการสถานที่ที่ฉันสามารถเป็นตัวของตัวเองและรู้สึกว่าตัวเองเป็นเจ้าของ”
เป็นการยากที่จะพิจารณาขอความช่วยเหลือจากชุมชนชาวม้ง “ปู่ย่าตายายของฉันต้องผ่านสงครามและค่ายผู้ลี้ภัย ฉันจะขอความช่วยเหลือได้อย่างไร” เน้งท่อตั้งข้อสงสัย
เขาเชื่อว่าชุมชนม้งเป็นจุดสำคัญ รุ่นแรกทำงานหนักเพื่อความอยู่รอด รุ่นสองเริ่มยกระดับทางวัฒนธรรม และเป็นรุ่นที่สามที่จะใช้ทักษะและทรัพยากรเพื่อประสบความสำเร็จทางวัฒนธรรม
“คุณไม่ขอความช่วยเหลือจากชุมชนชาวม้ง” เขาค้นพบคำตอบ “ไม่ได้​ จนกระทั่งฉันเริ่มขอความช่วยเหลือ​ ฉันจึงเริ่มเข้่าใจและเติบโต”

เมื่อลายผ้าม้งไปไกลระดับโลก

ในเว็บไซต์​ woman.kapook.com​ ได้ลงบทความแพนเค๊กใส่ชุดผ้าไหมแดง​ กระโปรงประกอบด้วยลายผ้าของชาวม้ง​ ของแบรนด์​ Hilltribe​house ไปเดินแบบในงาน​ London Fasion week 2019 นั้น​ เห็นได้ว่าผู้คนมากมายต่างชื่นชอบในลวดลายสวยงามของผ้าม้ง​ ขอแค่เรามีจินตนาการที่จะดัดแปลง​ ออกแบบให้ออกมาใส่แล้วสวยงาม​ ทันสมัยเท่านั้น​ หวังว่าพวกเราชาวม้งจะมีใครสักคนลุกขึ้นมาทำบ้างนะครับ

ศูนย์วัฒนธรรมม้งเซนต์พอลขยายการเข้าถึงด้วยเงินช่วยเหลือ​ 15,000​ ดอลลาร์

ปีนี้ศูนย์วัฒนธรรมม้งเซนต์พอลได้รับทุน​จากสมาคมการศึกษาแห่งชาติ​ (NEA)​ 7​ ทุน​ ซึ่งถือว่ามากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา​ เงินจำนวน​ 15,000​ ดอลลาร์​ จะถูกนำไปใช้ในพิพิธภัณฑ์ศิลปะพื้นบ้านและจัดนิทรรศการ​ ทุนนี้ถูกใช้เพื่อเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ให้มากขึ้น

เด็กม้งสัญชาติอเมริกันกำลังสนุกกับการเรียนเป่าแคนในศูนย์วัฒณธรรมม้งเซนต์พอล​ รัฐมินนิโซตา​ สหรัฐอเมริกา

“ นี่เป็นครั้งแรกที่เรามีความคิดริเริ่มที่สำคัญในการเข้าถึงสาธารณชนในวงกว้างด้วยการสอนศิลปะพื้นบ้าน” Mark Pfeifer ผู้อำนวยการฝ่ายโปรแกรมกล่าว “ ฉันคิดว่านั่นเป็นสาเหตุที่ NEA ให้เงินสนับสนุนเพิ่มขึ้น”

เพื่อเป็นการต้อนรับสาธารณชน​ ​ในวันพุธที่​ 20​ กุมภาพันธ์นี้​ ศูนย์วัฒนธรรมม้งจะให้บริการนำเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์​ 1 ชั่วโมง​ ตั้งแต่​ 17.00 น.​ ถึง​ 18.00 น.​ แขกทั้งหลายจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับวัฒณธรรมม้งรวมถึงบทบาทของชาวม้งในสงครามเวียดนาม​ การพลัดถิ่นของชาวม้ง​ ระบบแซ่ตระกูล​ ความเชื่อ​ ภาษาเขียนและชุมชนม้งในมินนิโซตา

รัฐมินนิโซตาและวิสคอนซินมีประชากรชาวม้งสูงที่สุดในสหรัฐอเมริกา​ ชาวม้งเริ่มลี้ภัยมาที่มินนิโซตาในปี พ.ศ.​ 2518 หลังจากสงครามได้ทำลายบ้านเกิดของพวกเขาในลาว ปัจจุบันมีชาวม้งมากกว่า​ 66,000 คนในมินนิโซตา

ในปี พ.ศ.​ 2561 ศูนย์วัฒนธรรมม้งได้รับเงินช่วยเหลือจากสมาคมประวัติศาสตร์มินนิโซตา​ มูลนิธิเซนต์พอล มูลนิธิบิจโลว์และมูลนิธิเอเชียแปซิฟิกแห่งเซนต์พอล​ สำหรับทุน NEA ก่อนหน้านี้อยู่​ที่​ 10​,000 ดอลลาร์

ศูนย์วัฒนธรรมม้งแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นในปี​ พ.ศ. 2548 เป็นสถาบันการสอนที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับคนม้งและประสบการณ์ในสหรัฐอเมริกาในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา ศูนย์นี้มีงบประมาณดำเนินงานปีละ 400,000 ดอลลาร์ มีพนักงานเต็มเวลาแปดคนและอาจารย์สอนศิลปะนอกเวลาสี่คน

แปลจาก​ http://m.startribune.com/hmong-cultural-center-wins-15k-national-endowment-for-the-arts-grant/505791272/

ลติวัศ เจนนิลกานต์ : ครูตัวเล็กหัวใจใหญ่แห่งศูนย์การเรียนรู้ตำรวจตระเวนชายแดนบ้านห้วยปุ้ม”

“ผมเคยเป็นศิษย์เก่าของศูนย์การเรียนรู้ตระเวนชายแดนชนัตถ์ปิยะอุย อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย หลังจากนั้นสอบเข้าโครงการคุรุทายาทจนได้บรรจุเป็นคุณครูตระเวนชายแดน ซึ่งได้รับมอบหมายให้มาสอนที่ศูนย์การเรียนรู้ตำรวจตระเวนชายแดนบ้านห้วยปุ้มแห่งนี้เป็นที่แรก” ครูลติวัศ คุณครูรุ่นบุกเบิกศูนย์การเรียนรู้ตำรวจตระเวนชายแดนบ้านห้วยปุ้ม ตำบลร่มเย็น อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยาเล่าให้ฟัง “ช่วงแรกที่มาสอนรู้สึกกลัวและกังวล เพราะเป็นที่แรกในการเป็นครู อีกทั้งยังเป็นโรงเรียนเปิดใหม่ น้ำและไฟฟ้า อาคารเรียนก็ยังไม่มี นักเรียนส่วนใหญ่ก็ยังพูดเขียนอ่านภาษาไทยไม่ค่อยได้ ซึ่งนอกจากสอนหนังสือยังต้องศึกษาประเพณี วิถีชีวิตความเป็นอยู่ในท้องถิ่นของชุมชนที่ส่วนใหญ่เป็นชาวเขาเผ่าม้ง เพื่อนำมาบูรณาการกับการเรียนการสอนซึ่งนับว่าผมโชคดีที่เป็นชาวม้งเช่นกัน จึงเข้าใจภาษาและวัฒนธรรมของนักเรียนที่นี่ การเรียนจึงราบรื่นขึ้นมาก”
ครูตัวเล็กแต่หัวใจใหญ่ผู้นี้กล่าวด้วยความอิ่มเอ็มใจ “เมื่อได้มาสอนจริงๆ ก็รู้สึกภูมิใจที่ได้สอนให้นักเรียนอ่านออกเขียนได้ แม้จะเหนื่อยในช่วงแรกเพราะต้องปรับตัว แต่ก็ไม่เคยทุกข์ใจ เพราะสิ่งที่ได้สอนนักเรียนไปนั้นจะเป็นสิ่งสำคัญที่พวกเขาจะนำความรู้ไปใช้ในระดับการศึกษาที่สูงขึ้น นับเป็นประสบการณ์ใหม่ที่ได้มาเป็นรุ่นบุกเบิกของโรงเรียนแห่งนี้”
ใครอยู่แถวนั้นหรือแวะผ่านอย่าลืมไปเยี่ยมคุณครูและเด็กๆ นะครับ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : mgronline.com นะคราาาบ

เจาะบทสัมภาษณ์เจ้าของกาแฟแบรนด์ “เดอ ม้ง”

คุณวิชัย กำเนิดมงคล (กล้วย แซ่มัว) เล่าถึงความเป็นมาของกาแฟเดอม้งไว้ในประชาชาติธุรกิจว่า กาแฟเดอม้งเริ่มทำมาตั้งแต่ปลาย ปี พ.ศ. 2558 พร้อมกับกลุ่มเกษตรกรดอยมณีพฤกษ์ 33 ครัวเรือน

ปัจจุบันมีรายได้ต่อครัวเรือนประมาณ 100,000-200,000 บาทต่อปี กลุ่มจะเน้นการปลูกกาแฟอราบิก้า สามารถผลิตและแปรรูปกาแฟสารได้ 5 ตันต่อปี แบ่งเป็นกาแฟคาติมอร์ธรรมดา 50% ซึ่งส่งขายให้ร้านกาแฟในจังหวัดน่านทั้งหมด และอีก 50% เป็นสายพันธุ์พิเศษที่มีรสชาติแตกต่างกันออกไป ได้แก่ คาติมอร์แบบพิเศษ ให้รสชาติความเปรี้ยวหวานขึ้นอยู่กับการทำโปรเซสในการแปรรูป 2.ทิปปิก้า จะมีกลิ่นโทนช็อกโกแลต มีรสเปรี้ยวน้อยกว่าสายพันธุ์อื่น 3.จาวา รสเปรี้ยวหวานผลไม้ แต่ให้ความเป็นผลไม้กลาง ๆ เหมาะกับคนชอบกาแฟกลาง ๆ 4.เกอิชา กาแฟพันธุ์พิเศษ มีความเปรี้ยว หวานชัด แบบส้มสายน้ำผึ้ง 
ทั้งสี่สายพันธุ์นี้จะขายผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ตและขายส่งให้กับร้านกาแฟทางเลือก
ทำไมถึงใช้ชื่อ “เดอม้ง” เพราะต้องการนำเสนอเอกลักษณ์ของชาวม้งสู่ภายนอกผ่านกาแฟ ส่วนการทำให้กาแฟเดอม้งเป็นที่รู้จักนั้น ที่ผ่านมาจะออกงานอีเวนต์ในกรุงเทพฯ และจังหวัดน่าน
จุดเด่นของกาแฟเดอม้ง คือ การผลิตที่เน้นความเป็นธรรมชาติปลูกใต้ร่มไม้ใหญ่ และใช้ปุ๋ยหมักทำเอง นอกจากนั้นดอยมณีพฤกษ์ยังมีพื้นที่เป็นดินภูเขาไฟเหมาะสมกับการปลูกกาแฟ เพราะมีแร่ธาตุโพแทสเซียมสูง อีกทั้งยังมีอากาศหนาวเย็น สลับฝนตลอดทั้งปีทำให้กาแฟจากดอยมณีพฤกษ์มีทั้งกลิ่นและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก : http://www.prachachat.net นะครับ

สุดยื้อ “น้องเพ้ง” หนูน้อยชาวเขา ป่วยกระดูกสันหลังคด เสียชีวิตแล้ว

ข่าวจากเว็บไซต์ไทยรัฐรายงานว่าเมื่อเวลา 20.00 น.วันที่ 10 ก.พ.62 ด.ญ.ชินารดี ดนุสรณ์สำราญ “น้องเพ้ง” หนูน้อยชาวไทยภูเขา วัย 9 ขวบ นักเรียนชั้น ป.3/1 โรงเรียนชุมชนบ้านคลองลาน ที่ป่วยกระดูกสันหลังคดผิดรูป เป็นโรคนิวโรไฟโบรมาโตซิส หรือโรคท้าวแสนปม ป่วยพิการ มีตุ่มเนื้องอกที่บริเวณต้นคอ จนกระดูกสันหลังคดผิดรูป ซึ่งเป็นมาตั้งแต่อายุ 1 ปี และเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เดินตัวเอียง คอเอียง เขียนหนังสือลำบาก แม้แต่ขณะกินข้าวและทำกิจวัตรประจำวันอื่นๆได้ยากลำบาก โดยโรคดังกล่าวมีโอกาสเกิดขึ้น 1 ใน 2 แสนคนเท่านั้น ซึ่งฐานะทางบ้านค่อนข้างยากจน แต่ก็มีผู้ใจบุญบริจาคเงินให้เป็นค่ารักษาในการผ่าตัด ได้สิ้นใจลงอย่างสงบ หลังเข้ารับการรักษาและการผ่าตัด ที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ ซึ่งนายแพทย์ที่รักษาอาการของน้อง ก็พยายามช่วยชีวิตอย่างเต็มที่ แต่ก็ไม่สามารถช่วยได้ โดยสาเหตุการเสียชีวิตนั้น เกิดจากการเสียเลือดมากและช็อคจนเสียชีวิต
โดย นายสุทัศน์ จินตเวชศาสตร์ นายอำเภอคลองลาน จ.กำแพงเพชร และนายบรรจง รุจนยุทธ นายกเทศมนตรีคลองลานพัฒนา นางยุวดี คงอินทร์ สมาชิก อบจ.กำแพงเพชร ได้ร่วมงานศพตามประเพณีชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง โดยศพของ “น้องเพ้ง” ตั้งอยู่ที่บ้านเลขที่ 609/3 ซอย 5 บ้านตลาดม้ง หมู่ที่ 16 ต.คลองลานพัฒนา อ.คลองลาน จ.กำแพงเพชร
ด้าน นางนริสา กระจ่างโชดสุข มารดา “น้องเพ้ง” กล่าวว่า หลังจากร้องขอความช่วยเหลือ มีผู้ใจบุญบริจาคเงินมากกว่า 1 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าผ่าตัด มีค่าใช้จ่ายส่วนเกินสิทธิบัตรผู้พิการ จำนวน 80,000-100,000 บาท และเมื่อวันที่ 24 ม.ค.62 หลังจากเข้ารับการตรวจวินิจฉัย “น้องเพ้ง” จึงเข้ารับผ่าตัดครั้งแรก โดยมีการผ่าตัดบริเวณหัวไหล่ด้านหลังที่คดผิดรูปลงไปถึงบริเวณเอว ที่โรงพยาบาลมหาราชเชียงใหม่ ผ่านไปด้วยดี จนต่อมาวันที่ 7 ก.พ.62 ทางแพทย์ได้ทำการผ่าบริเวณด้านหลังอีกครั้ง ใช้เวลาประมาณครึ่งวัน เมื่อทำการผ่าตัดผ่านไปด้วยดี จึงนำเข้าห้อง ไอซียู ไม่ถึงชั่วโมงก็ได้รับแจ้งว่า “น้องเพ้ง” เสียชีวิต 
โดยทางครอบครัวได้ทำบุญตามประเพณี และทำพิธีเคลื่อนศพไปฝัง ในวันที่ 11 ก.พ.62 ที่สุสานหมู่บ้านต่อไป ก็ต้องขอขอบพระคุณทุกๆท่าน ที่มีน้ำใจช่วยเหลือในการบริจาคเงิน ช่วยเป็นค่ารักษาพยาบาลด้วย และขอปิดการรับการบริจาคทุกๆบัญชี

การต่อสู้เพื่อมรดกของชาวม้งในเวียดนาม


“มรดกของชาวม้งเป็นของชนเผ่าม้ง…ผู้ยึดมั่นกับขนบธรรมเนียมอย่างภาคภูมิใจไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ใด”

วึง ซี เปา

วึงซีเปา (Vuong Duy Bao) สำรวจปราสาทของบรรพบุรุษ ร่องรอยของชาวม้งที่ถูกเวียดนามเหยียดหยาม เขาบอกว่าถูกทางการจับตัวไปจากครอบครัวของตน

โครงสร้างไม้นั้นเต็มไปด้วยสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ เสาที่แกะสลักเป็นลวดลายดอกฝิ่นอย่างสวยงามบ่งบอกว่าครั้งหนึ่งสถานที่แห่งนี้เคยเฟื่องฟูด้วยธุรกิจค้าฝิ่นและรั้วโลหะที่นำเข้าโดยฝรั่งเศสเจ้าอาณานิคม
ปราสาทนี้สร้างขึ้นในปี พ.ศ 2473 (ค.ศ. 1930) โดยทวดของวึงซีเปาด้วยเงินทองจากการค้าฝิ่นในสมัยนั้น ต่อมาทางการได้เข้ามาปกครองตอนเหนือของจังหวัดห่าซาง (Ha Giang) และยึดทรัพย์สินทั้งหมดของตระกูลวึงไว้
“ชาวม้งทั่วโลกยอมรับว่านี่เป็นบ้านของตระกูลเรา … ดังนั้นเราจึงไม่สามารถสูญเสียมันได้” วึงซีเปากล่าวจากอาคารซึ่งทางการใช้เป็นพิพิธภัณฑ์
ทั้งสองฝ่ายต่างเห็นพ้องว่าปราสาทนี้เป็นสมบัติทางสถาปัตยกรรมของชาวม้งนับตั้งแต่อดีตที่ยังใช้ชีวิตเร่ร่อนอยู่ไม่เป็นหลักแหล่ง
วึงซีเปาอาศัยอยู่ในฮานอย แต่กลับไปที่มาตุภูมิของครอบครัว แล้วพบว่าเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นได้เข้าครอบครองกรรมสิทธิ์ของปราสาทและปฏิเสธการอ้างสิทธิ์ของเขา
การอ้างกรรมสิทธิ์ของเขากลายเป็นเรื่องไร้สาระและไม่มีเอกสารยืนยันอย่างเป็นทางการเมื่อครั้งสร้างปราสาทนี้ขึ้น แต่ตระกูลของเขาถูกเชื่อมโยงกับปราสาทนี้ผ่านทางหนังสือประวัติศาสตร์ท้องถิ่นหรือแม้กระทั่งรูปภาพในพิพิธภัณฑ์
ชาวม้งหลายคนกลัวว่ารัฐบาลจะเข้ามาควบคุมวัฒนธรรมของพวกเขาเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว
วึงซีเปาเชื่อว่ามรดกของชาวม้งเป็นของชนเผ่าม้งซึ่งมาจากประเทศจีนผู้ซึ่งยึดมั่นกับขนบธรรมเนียมอย่างภาคภูมิใจไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ใด
ในเวียดนามชาวม้งส่วนใหญ่ถูกกีดกันจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของทศวรรษที่ผ่านมาและมากกว่า 60% ของชาวม้งหนึ่งล้านคนของประเทศมีชีวิตที่ยากจน
“มากกว่าชนกลุ่มน้อยเชื้อชาติอื่น ๆ ในเวียดนาม ชาวม้งได้รับการพัฒนาน้อยที่สุดจากโครงการของรัฐบาล” หงอ ตัม (Ngo Tam) นักมานุษยวิทยาเขียนไว้ในหนังสือหนทางใหม่: โปรเตสแตนต์และชาวม้งในเวียดนาม
เจ้าหน้าที่ของจังหวัดห่าซางกำลังโน้มน้าวว่าการท่องเที่ยวเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการดึงชาวม้งออกจากความยากจนและได้บรรจุไว้ในแผนแม่บทว่าต้องการให้พื้นที่แห่งนี้เป็น “แหล่งท่องเที่ยวหลัก” สำหรับนักท่องเที่ยวภายในปี พ.ศ. 2573 (ค.ศ. 2030)
ชาวม้งในพื้นที่ถูกส่งเสริมให้สวมใส่เสื้อผ้ากัญชงดั้งเดิมและสร้างบ้านย้อนยุค นอกจากนั้นทางการยังขอให้ลดงานศพและพิธีแต่งงานซึ่งถือเป็นพิธีกรรมที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวม้งลง
“บางครั้งเจ้าหน้าที่พยายามที่จะกำหนดความคิดของชาวม้งในเรื่องการบังคับคน แต่เราต่อต้านโดยปฏิเสธที่จะทำตาม” วัง หมี่ สิน (Vang My Sinh) บอกกับสำนักข่าว AFP “เรามีจิตวิญญาณของชุมชนที่เข้มแข็งเสมอ เราสร้างสิ่งต่าง ๆ ร่วมกันและรักษาสิ่งต่าง ๆ ไว้ด้วยกัน ไม่มีอะไรสามารถทำลายเราได้”

แปลจาก Battling for Hmong heritage in Vietnam ใน www.thestar.com.my

ขอขอบคุณภาพจาก : www. gotravelvn.com , www. holiday-langkawi.com , www. tin247.com และ http://www.vietnammoi.vn

จับหญิงชาวม้งเชื่อมโยงเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่

วันนี้ (11 ก.พ. 2562) ช่อง 3 รายงานข่าวว่าตำรวจปราบปรามยาเสพติดเปิดปฎิบัติการเอ็กซเรย์เชียงดาวจับหญิงชาวม้งระดับผู้สั่งการ เชื่อมโยงเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ลงภาคใต้และประเทศเพื่อนบ้าน ปฏิเสธไม่เกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติด 

ปฏิบัติการนี้เริ่มขึ้นเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา โดยตำรวจปราบปรามยาเสพติด สนธิกำลังทหาร เปิดปฏิบัติการเอ็กซเรย์ เชียงดาว นำหมายค้นเข้าตรวจค้นบ้านพักเลขที่ 189 หมู่ 8 ตำบลปิงโค้ง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมจับกุมตัวนางหลี่ เลาจาง เจ้าของบ้าน นายสมชัย เลาจาง ลูกชายของนางหลี่ และนางสาวรังสิมา แซ่หาญ ภรรยาของนายสมชัย หลังตกเป็นผู้ต้องสงสัย ที่ถูกซัดทอดจากขบวนการค้ายาเสพติดว่า ยาเสพติดเป็นของนางหลี่
ตรวจค้นภายในบ้าน พบถ้ำขนาดใหญ่ที่อยู่ติดกับตัวบ้าน แต่ไม่พบว่ามีทางเชื่อมต่อไปจุดใด แต่มีการนำดินมาถมทับใหม่ จึงใช้สุนัขดมกลิ่น เพื่อหาร่องรอยของยาเสพติด แต่ไม่พบ คาดว่าอาจจะใช้ซุกซ่อนทรัพย์สิน หรืออื่นๆ ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบอย่างละเอียด
การเข้าค้นครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ขยายผลมาจากกรณีที่นางหลี่ ถูกจับเป็นตัวประกันเรียกค่าไถ่ 25 ล้านบาท เมื่อปี 2561 โดยพบปมการหักหลังเงินค่ายาเสพติด และยังพบว่านางหลี่ เชื่อมโยงกับชาวเผ่าม้งที่ทำหน้าที่โอนเงินและขนส่งยาเสพติดไปยังกรุงเทพมหานคร พื้นที่ภาคใต้ และประเทศเพื่อนบ้าน โดยทำในลักษณะเครือญาติจึงรวบรวมพยานหลักฐานขออำนาจศาลออกหมายค้นในวันนี้ 
นางหลี่ เลาจาง รับว่า อาศัยบ้านหลังนี้มาแล้ว 3 ปี ในราคากว่า 3 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินได้จากการปลูกพืชทางการเกษตร รายได้ปีละ 600,000-800,000 บาท ไม่เกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติด ส่วนนายบรรเทิง แซ่ตั้ง ผู้ต้องหาคดียาเสพติดที่ถูกจับไป เมื่อปี 2561 ก็เป็นแฟนใหม่ แต่ไม่เคยรู้ว่าเค้าเกี่ยวข้องกับยาเสพติด 
ปฏิบัติการครั้งนี้ เจ้าหน้าที่เข้าค้นทั้งหมด 17 จุด ยึดทรัพย์สินรวมมูลค่ากว่า 20 ล้านบาท จับกุมนางเบญจมาศ แซ่ตั้ง ลูกสาวของนายบรรเทิง แซ่ตั้ง และยังจับผู้ต้องหาได้อีก 2 คน ที่ทำหน้าที่ลำเลียงยาเสพติดจากอำเภอจอมทอง ไปส่งพื้นที่ภาคกลาง ยึดไอซ์ 100 กิโลกรัม และยาบ้ากว่า 7,000,000 เม็ด ได้ที่จังหวัดลำปาง รวมถึงซัดทอดว่ายาเสพติดเป็นของนางบังอร เลาจาง ลูกสาวของนางหลี่ 

ขอขอบคุณข่าวจากไทยทีวีสีช่อง 3 นะครับ