การดิ้นรนของชาวม้งผู้ลี้ภัยรุ่นที่สามที่มีมากกว่าเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม

เน้งท่อได้แบ่งปันความหวังและความฝันของตนบนเฟสบุ๊คจนมีผู้ติดตามถึงพันกว่าคน เขาเน้นถึงการดิ้นรนทางอัตลักษณ์ของผู้อพยพด้วยการตั้งข้อสังเกตว่าไม่มีเวลาให้ชาวม้งในสหรัฐสร้างความผูกพันภายในครอบครัวและเชื่อว่าปฏิสัมพันธ์ของคนในชุมชนสามารถทำให้ชาวม้งลี้ภัยรุ่นที่สามเติบโตทางวัฒนธรรมได้
เน้งท่อเกิดในศูนย์อพยพและเติบโตในรัฐวิสคอนซิน จบการศึกษาด้านชีววิทยาการปฏิรูปจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สองปีต่อมาเขาเริ่มติดต่อกับผู้คนเพื่อแบ่งปันประสบการณ์และความรู้ของตน จนเดือนธันวาคม ปี พ.ศ. 2560 จึงเริ่มออกเดินทางรอบโลก เขาแบ่งปันความหวังและความฝันของตนผ่านทางวีดีโอและเฟสบุ๊คจนเดือนมกราคมที่ผ่านมามีคนติดตามเฟสบุ๊คของเขาถึง 38,000 คน
“เขามาพร้อมกับข้อความสำคัญที่พวกเราสามารถเรียนรู้ได้” เฟย์นีส มิลเลอร์ อธิการมหาวิทยาลัยแฮมไลน์กล่าว
เน้งท่อพูดถึงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมผสมว่าความคิดหลักของชาวม้งอเมริกันรุ่นที่1,2 และ3 นั้นเป็นส่วนหนึ่งของหลายๆส่วนในโปรแกรมหลักของผู้เรียนภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัยแฮมไลน์
“โครงการเหล่านี้ช่วยให้ทุกคนเข้าใจถึงวัฒนธรรมและความสำคัญของวัฒนธรรม” คุณมิลเลอร์กล่าว “ความแตกต่างทำให้เรายอดเยี่ยม ความแตกต่างทำให้เราทำในสิ่งที่ไม่ได้จินตนาการมาก่อน”
เธอเสริมว่า “หนทางยังอีกไกล แต่เราจะทำให้โครงการนี้เดินหน้าต่อไป”
เธอชี้ให้เห็นถึงไหมเงี่ยซ่งเฉินรองประธานฝ่ายทะเบียนของมหาวิทยาลัยแฮมไลน์ที่เริ่มต้นจากพนักงานลูกจ้างจนก้าวสู่ระดับผู้นำของมหาลัย
“มีผู้นำในหมู่พวกคุณ” มิลเลอร์ยอมรับว่าชาวม้งอพยพมาอยู่ในสหรัฐเพียงระยะเวลาอันสั้น “ฉันหวังว่าคุณจะภูมิใจในทุกสิ่งที่คุณทำสำเร็จ คุณได้เพิ่มให้กับโครงสร้างของชาตินี้มาก ๆ”
สี่สิบปีที่แล้วชาวม้งเป็นเพียงชาวไร่ในประเทศลาวมาวันนี้พวกเขากลายเป็นผู้นำระดับโลกและนักเคลื่อนไหวเชกเช่นเน้งท่อ
“ไม่มีเวลาไหนในประวัติศาสตร์ที่เราได้เห็นผู้คนทำเช่นนั้น”
กับความท้าทายที่เกิดขึ้น กับความแตกต่างระหว่างตระกูลที่มีมาหลายชั่วอายุ
ปู่ของเน้งท่อถูกเกณฑ์เป็นทหารขณะอายุได้ 14 ปีเพื่อต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ เมื่อพวกเขาอพยพสู่ศูนย์ลี้ภัยในประเทศไทย เน้งท่อจึงเกิดที่นี่ต่างจากน้องๆของเขาที่เกิดในสหรัฐ
เน้งท่อแบ่งผู้อพยพในสหรัฐเป็น 3 รุ่น รุ่นแรกเกิดในประเทศลาว เช่นปู่ของเขา รุ่นที่สองที่ได้สัมผัสชีวิตในค่ายลี้ภัย เช่น พ่อแม่และตัวเขา รุ่นที่สามที่เกิดในสหรัฐ
“มีประชากรสามกลุ่มที่แตกต่างกันมาก” เน้งท่อให้ข้อสังเกตและเข้าใจว่าเป็นกุญแจสำคัญในการหาวิธีการปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมอเมริกัน
ปัญหาคือว่าแต่ละรุ่นมีสายสัมพันธ์ที่ต่างกัน เมื่อโตขึ้นพวกเขาจึงไม่ต้องการรบกวนพ่อแม่ที่ยุ่งอยู่กับการพยายามที่จะเอาชีวิตรอดในแต่ละวันจนไม่มีเวลาแบ่งปันภาษา เรื่องราวและวัฒนธรรมกับลูก ๆ ซึ่งในระหว่างการเดินทางของเขานั้นเขาได้เห็นรูปแบบนี้ซ้ำๆในชุมชนผู้อพยพ
“ฉันคิดว่าการสายสัมพันธ์ระหว่างกันเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จ” เน้งท่อกล่าว
ตอนพวกเขาใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศลาว พวกเขาทำงานในไร่เป็นครอบครัวและมีเวลาพูดคุยกัน “เมื่อคุณพูดกับพ่อแม่ของคุณ” เน้งท่อว่า “คุณรู้สึกปลอดภัยและพูดคุยกับใครก็ได้ไม่ว่าปัญหาใด”
ในค่ายลี้ภัยที่เมืองไทย ทุกครอบครัวเชื่อมโยงเข้าหากันผ่านการแบ่งปันปัญหากัน ชุมชนเชื่อมถึงกันเมื่อขยายขนาดขึ้นและขอความช่วยเหลือซึ่งกันและกันเมื่อประสบปัญหา “สิ่งนี้ทำให้ชุมชนม้งในลาวและไทยเข้มแข็ง” เน้งท่อให้ความเห็น
ในสหรัฐผู้อพยพต้องสูญเสียพื้นฐานร่วมกัน เด็กใช้เวลาในโรงเรียนแทนที่จะไปทำงานกับผู้ปกครอง ผู้ปกครองหลายคนทำงานหลายงานและทิ้งหน้าที่การดูแลเด็ก เด็กที่อายุน้อยกว่าได้รับการเลี้ยงดูด้วยเด็กที่มีอายุมากกว่า เด็ก ๆ หยุดพูดกับพ่อแม่ของพวกเขาและสูญเสียการให้คำปรึกษาจากรุ่นก่อน
เขาตระหนักถึงวันแรกในมหาวิทยาลัยว่ามีเพียงคนเดียวที่เขาจะไปหาได้และพูดคุยด้วย ไม่ใช่พ่อและแม่ของเขา
“ฉันไม่เชื่อว่าจะมีคนต้องการให้ฉันประสบความสำเร็จและยื่นมือมาช่วยฉัน” เขาตั้งสมมติฐาน “ในฐานะผู้อพยพมาใหม่ เราต้องการให้เด็กๆของเราประสบความสำเร็จ แต่ถ้าเด็กๆของเราประสบความสำเร็จและพวกเขาไม่ใช่ มันไม่ดีต่อพวกเขา”
เน้งท่อเชื่อว่าทัศนคตินี้ถูกปลูกฝังจากประสบการณ์การถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ชาวม้งประสบพบเจอมา ดังนั้น
เขาจึงทำงานที่สร้างความสัมพันธ์กับพ่อแม่ของเขาเพื่อเขาสามารถเดินทางไปหาทั้งสองได้และเป็นสิ่งที่กำลังพัฒนาขึ้นทุกๆวัน
ฉันอยู่ที่ไหน? เป็นคำถามที่ผู้อพยพถามตนเองเมื่อสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรม
“ฉันแค่ต้องการสถานที่ที่ฉันสามารถเป็นตัวของตัวเองและรู้สึกว่าตัวเองเป็นเจ้าของ”
เป็นการยากที่จะพิจารณาขอความช่วยเหลือจากชุมชนชาวม้ง “ปู่ย่าตายายของฉันต้องผ่านสงครามและค่ายผู้ลี้ภัย ฉันจะขอความช่วยเหลือได้อย่างไร” เน้งท่อตั้งข้อสงสัย
เขาเชื่อว่าชุมชนม้งเป็นจุดสำคัญ รุ่นแรกทำงานหนักเพื่อความอยู่รอด รุ่นสองเริ่มยกระดับทางวัฒนธรรม และเป็นรุ่นที่สามที่จะใช้ทักษะและทรัพยากรเพื่อประสบความสำเร็จทางวัฒนธรรม
“คุณไม่ขอความช่วยเหลือจากชุมชนชาวม้ง” เขาค้นพบคำตอบ “ไม่ได้ จนกระทั่งฉันเริ่มขอความช่วยเหลือ ฉันจึงเริ่มเข้่าใจและเติบโต”
อักขระม้ง RPA
ตัวอักษรที่เราใช้เขียนภาษาม้งปัจจุบันเรียกว่าอักขระอาร์พีเอ (ntawv hmoob thoob teb) เป็นการใช้ตัวอักษรละตินมาแทนเสียงในภาษาม้ง คิดค้นขึ้นในปี ค.ศ. 1951-1953 โดยศิษยาภิบาล (หมอสอนศาสนา) G. Lindawood Barney, William A. Smalley บาทหลวง Yves Bertrais และครูชาวม้งอย่าง Txoov Yeeb Yaj, Tswv Hawj Thoj, Tooj Ntxawg Yaj, Tuam Xyooj เพื่อแปลคำสอนศาสนาคริสต์เป็นภาษาม้งให้ชาวม้งได้ศึกษา
ตัวพยัญชนะมีทั้งหมด 56 เสียง เรียกว่า tsiaj ntawv txiv ตัวสระมีทั้งหมด 13 เสียง เรียก tsiaj ntawv niam และตัววรรณยุกต์หรือ tsiaj ntawv cim 8 เสียง ดังนี้
พยัญชนะ ได้แก่ t, k, p, x, s, l, n, h, m, d, q, v, r, z, y, c, f, ph, ts, ny, tx, nt, th, nr, nc, hn, hm, hl, kh, nk, pl, nq, xy, np, qh, ch, dh, ml, rh, tsh, txh, nts, ntx, npl, nph, nth, plh, nrh, nch, nkh, nqh, hny, hml, ntsh, ntxh, nplh
สระได้แก่ a, e, i, o, u, w, ai, au, aw, ee, ia, oo, ua ต่อมาได้เพิ่ม aa
วรรณยุกต์ ได้แก่ m, s, g, d, v, j, b และอีกเสียงไม่มีรูป (อ่านว่า niam mus neeg tod ua kuv ntuj siab =เนี่ย มู เน่ง ต๋อ อัว กู๋ นตู้ เสยี๊ยะ)
The Journey Begins
Thanks for joining me!
Good company in a journey makes the way seem shorter. — Izaak Walton

