หนุ่มม้งสุดแค้น บุกยิงหญิงเพื่อนบ้าน ดับต่อหน้าลูกสาวกับลูกสะใภ้

(www.thairath.co.th)

วันที่ 10 มีนาคมที่ผ่านมา ไทยรัฐออนไลน์รายงานว่า เมื่อเวลา 15.30 น. ตำรวจท้องที่ สภ. ร้องกวาง จ. แพร่ ได้รับแจ้งว่ามีการยิงกันตายที่บ้านฮ้วยฮ่อม ต. บ้านเวียง อ. ร้องกวาง จ. แพร่ ผู้ตายคือนางพิสสมัย ขจิตรเพชรจรัส อายุ 44 ปี ถูกยิงที่หน้าอกซ้าย 1 นัดและสีข้างอีก 1 นัด

นางอุลาน แซ่ว่าน ลูกสะไภ้ของผู้ตายให้การว่าแม่สามีถูกนายกฏหมาย แสงกือ อายุ 21 ปี ซึ่งบ้านอยู่ติดกันนั้นเองบุกเข้ามายิงถึงในบ้าน หลังจากยิงผู้ตายแล้วนายกฏหมายก็วิ่งหายไป ซึ่งสาเหตุน่าจพมาจากที่นายกฏหมายไม่พอใจที่แม่สามีของตนไปแจ้งให้ตำรวจมาค้นบ้านของนายกฏหมายที่พัวพันกับยาเสพติด

ด้านนางสาวพรสวรรค์ ลูกสาวของผู้ตายตั้งข้อสังเกตว่า แม่ของตนไม่ได้อยู่บ้านมาเดือนกว่าแล้ว ไม่รู้นายกฏหมายทราบได้อย่างไรว่าแม่ของตนกลับมาและเข้ามายิงแม่เช่นนี้ จึงอยากให้ทางการช่วยจับตัวนายสมหมายมาดำเนินคดีโดยเร็ว

ทางเจ้าหน้าที่จึงนำกำลังเข้าค้นบ้านของผู้ต้องสงสัยแต่ไม่พบเจ้าตัว ได้แต่อุปกรณ์เสพยา จึงออกหมายจับและให้สายสืบตรวจสอบตามท่ารถต่างๆ เพื่อสกัดไม่ให้คนร้ายหลบหนีออกนอกพื้นที่

-ซานเหมียว-

หลังจากปล่อยให้รอมานาน วันนี้มาติดตามประวัติศาสตร์ม้งกันต่อกับเรื่อง “ซานเหมียว-เป๊ม้ง” หรือสามม้งกันครับ
ก่อนอื่นของนำทุกท่านไปรู้จักกับคำ “เป๊ม้ง”กันก่อนครับ…ตามที่ปู่กั๊งซุ แซ่ย่าง แห่งบ้านใหม่หนองหอย เล่านั้นเรื่องมีอยู่ว่า “มีกษัตริย์ม้งผู้ครองเมืองหนึ่งมีพระมเหสี 7 องค์ กษัตริย์พระองค์นี้เกิดความไม่พอใจพระธิดาองค์หนึ่งจึงได้เนรเทศพระธิดาองค์ดังกล่าวออกไปจากนคร ธิดาองค์นี้ตกทุกข์ได้ยากจึงกราบวิงวอนขอความช่วยเหลือจากเทวดา เทวดาจึงประทานผลไม้ให้รวมทั้งได้ช่วยให้เธอมีพระราชโอรสสามพระองค์ เมื่อพระโอรสองค์เล็กประสูติออกมาปรากฏว่ามีสามเศียรในร่างเดียว และก่อนที่นางจะสิ้นพระชนม์ได้บอกชื่อผู้ครองเมืองและทิศทางการกลับสู่เมืองให้โอรสทั้งสามทราบและบอกว่าเจ้าผู้ครองเมืองนั้นแท้จริงก็คือปู่ของทั้งสาม นางให้พระโอรสทั้งสามขอสิ่งที่อยาก องค์ที่มีสามเศียรได้ขอให้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ภายหลังเมื่อพระมารดาเสด็จสวรรคตแล้วทั้งสามพระองค์จึงออกเดินทางตามหาปู่ตามรับสั่งของพระมารดา เมื่อทรงพบปู่แล้วก็ทรงเล่าเรื่องทั้งหมดให้ผู้เป็นปู่ทราบและได้ทำการศึกษาเล่าเรียนหนังสือ พระโอรสองค์ที่มีสามเศียรทรงพระปรีชาสามารถกว่าอีกสองพระองค์ กษัตริย์จึงได้ตรัสว่าหากพระองค์สวรรคตให้แต่งตั้งหลานที่มีสามเศียรนี้ขึ้นครองราชย์แทน เมื่อข่าวทราบถึงพระมเหสีทั้งเจ็ดของกษัตริย์เจ้าครองเมือง พระมเหสีทั้งเจ็ดทรงไม่พอใจเป็นอย่างยิ่งจึงหาทางจะประทุษร้ายหลานทั้งสามของพระราชา ทั้งสามจึงได้หลบหนีออกจากนครไปและได้ร่ำเรียนวิชาความรู้ต่างๆ กับอาจารย์ตนหนึ่ง เมื่อร่ำเรียนจนเก่งกล้าซึ่งวิชาความรู้แล้วจึงได้ล่ำลาอาจารย์ออกเดินทางต่อ ประจวบเหมาะกับในช่วงเวลาดังกล่าวได้เกิดการศึกสู้รบทำสงครามกันระหว่างชนเผ่าม้งกับชนชาติจีน หลังจากทำสงครามเป็นระยะเวลายาวนานไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดพ่ายแพ้หรือชนะ แต่สภาวการณ์ของชนชาติม้งกำลังเสียเปรียบ กษัตริย์ทรงเห็นว่าหากปล่อยให้เหตุการณ์เป็นเช่นนี้อีกชนชาติม้งอาจเสียทีได้ จึงได้มีรับสั่งให้ตามหาหลานชายที่มีสามเศียรมาครองราชบัลลังค์ออกรบแทน เนื่องจากตนเองชราภาพมากแล้วประกอบกับหลานที่มีสามเศียรคนนี้เป็นคนเฉลียวฉลาด ปฏิภาณไหวพริบดีเป็นเลิศ เมื่อขึ้นครองราชย์แล้วก็ได้ทำการต่อสู้กับกองทัพจีนด้วยความหาญกล้าและไม่เสียทีข้าศึกง่ายๆ เหมือนดังเช่นแต่ก่อนอีก ไม่มีฝ่ายใดแพ้ชนะมีแต่ผู้คนพากันล้มตายเป็นจำนวนมาก กษัตริย์ทั้งสองฝ่ายจึงได้ทำสัญญาตกลงสงบศึกแล้วมี การแบ่งเขตแดนการปกครองกัน ให้กษัตริย์ม้งปกครองเมืองป้างเต่อหล่าง กษัตริย์จีนปกครองเมืองปี่เจิ้ง ความสงบสุขจึงกลับคืนมาอีกครั้ง”

นี่เป็นเพียงเรื่องราวที่เป็นเพียงเรื่องเล่าไม่มีหลักฐานอ้างอิง ไม่มีน้ำหนักทางประวัติศาสตร์แต่ก็ชี้ให้เห็นว่า “เป๊ม้งอาจสอดคล้องกับตำนานกษัตริย์สามเศียรที่ปู่กั๊งซุเล่า

แล้วซานเหมียวล่ะ ? ซานเหมียวถูกใช้ครั้งแรกในตำนานไคเภ็ก ตอนจิวลี่ทั้งเก้าต่อสู้กับเซาหาวหรือกิมเต็กอ๋องแห่งหัวเซี่ย โดยฝ่ายหัวเซี่ยให้เกาเหลงกับเจ้าเมืองทั้ง 9 ยกทัพมาโจมตีและล้อมเมืองของเผ่าจิวลี่ไว้จนอาหารใกล้หมด เกาเหลงจึงถอยทัพกลับเมืองหลวง จากนั้นจึงเจริญไมตรีกับชาวเหมียวขึ้นด้วยการส่งเกาหยาง (Gao Yang) หลานชายมาเป็นตัวประกันในอาณาจักรซานเหมียว ต่อมาเซาหาวถึงแก่กรรม เกาหยางจึงกลับไปรับตำแหน่งกษัตริย์แห่งหัวเซี่ย นามว่า ‘จวนซู’ หลี่ทำได้ลุกขึ้นนำทัพไปประชิดเมืองหลวง เกาเหลงจึงยกทัพมาต่อกรกับชาวเหมียวจนอาณาจักรซานเหมียวล่มสลาย
ขณะที่มีบางคนที่ศึกษาเรื่องราวตำนานของชาวม้ง (เหมียว) และจีนแล้วลงความเห็นว่า ซานเหมียวหรือเหมียวทั้งสามนั้น คือ ก้งกง ซู่หรงและฮวนโตว สามผู้นำกบฏต่อต้านการปกครองของซุ่นในยุคต่อมา

นี่เป็นเพียงเรื่องราวที่นำมาให้ทุกคนได้อ่านกัน จริงเท็จแค่ไหนไม่อาจทราบได้ อาณาจักรซานเหมียวมีจริงไหม ? ตกลงซานเหมียวคือใคร ? แล้วทำไมเราถึงแทนพวกเราว่า เป๊ม้ง ? ก็คงเป็นหน้าที่ของพวกเราไปสืบหากันต่อไป…ถึงความจริงจะออกมาเช่นไรก็ไม่อาจเปลี่ยนคำๆ นี้ไปจากเราได้…เป๊ม้ง

กระบะครอบครัวชาวม้ง พลิกคว่ำเทกระจาดที่ภูเรือ เจ็บ 9 ราย

ไทยรัฐออนไลน์รายงานว่าเมื่อช่วงกลางดึกวันที่ 3 มี.ค.62 พ.ต.ท ชาติชาย ศรีบุรินทร์ สว. (สอบสวน) สภ.ภูเรือ จ.เลย ได้รับแจ้งมีเหตุรถกระบะพลิกคว่ำที่ถนนสายภูเรือ-เมืองเลย บ้านป่าจันตม ต.หนองบัว อ.ภูเรือ มีผู้บาดเจ็บหลายราย เมื่อรับแจ้งประสานไปยังแพทย์ รพ.ภูเรือ กู้ภัยสว่างคีรีธรรม จุดสานตม เดินทางไปยังที่เกิดเหตุ พบรถกระบะโตโยต้าไทเกอร์ตอนเดียว สีขาว ทะเบียน บร 743 เพชรบูรณ์ สภาพลิกคว่ำหงายท้องล้อชี้ฟ้าลงข้างทาง พบผู้บาดเจ็บร้องขอความช่วยเหลือ จำนวน 9 ราย แพทย์ กู้ภัยฯ ช่วยเหลือลำเลียงคนเจ็บส่ง รพ.ภูเรือ ทราบชื่อนางวีระ วื่อปรัญชากุล นางแน้ง แซ่ลี นายกู่ แซ่ลี นายดำริ วิทยาลาภา นางอัครมณี แซ่ลี ด.ช.วุฒิพงษ์ แซ่ลี นายเคลื่อน ลีปัญญาเจริญ นางเจ่อ แซ่หยาง และ นางจ๊า แซ่หยาง ผู้บาดเจ็บทั้งหมดเป็นครอบครัวเดียวกัน ส่วนคนขับยังไม่ทราบว่าเป็นใคร
จากการสอบสวนทราบว่าทั้งหมดเดินทางมาจาก จ.พิษณุโลก เพื่อไปปลูกสตรอว์เบอร์รี่ที่อำเภอภูเรือ เมื่อขับมาถึงที่เกิดเหตุรถเกิดเสียหลักพลิกคว่ำหงายท้องลงข้างทาง จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมด 9 ราย แพทย์และกู้ภัยฯ มาช่วยนำส่ง รพ.ภูเรือ. ซึ่งขณะนี้ทั้ง 9 ปลอดภัยแล้ว

เผย ‘เครือข่ายสตรีม้งในประเทศไทย’ จะได้รับการประกาศเชิดชูเกียรติปกป้องสิทธิมนุษยชน


…ด้วยการทำงานเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับสังคมอย่างเป็นรูปธรรม “เครือข่ายสตรีม้งในประเทศไทย” จึงได้รับการประกาศเชิดชูเกียรติผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน เนื่องในวันสตรีสากลประจำปี พ.ศ. 2562 …

วันนี้พาเพื่อนๆ มาอ่านข่าวจากเพจ จากเจนีวาสู่ไทยแลนด์ ภารกิจแม่หญิงตามติดประชุมcedaw เขียนถึงสตรีชาวม้งกันครับ

ระบบจารีตประเพณีตามความเชื่อที่ว่า “ผู้หญิงต้องอาศัยผู้ชายเท่านั้น” เมื่อลูกสาวที่แต่งงานแล้วให้ย้ายออกจากผีเรือนและแซ่ (ตระกูล) ของพ่อไปเป็นสมาชิกของผีเรือนและแซ่ของสามีแทน เมื่อใดก็ตามที่เกิดปัญหาครอบครัว เช่น การหย่าร้าง ผู้หญิงต้องเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ผู้หญิงจะถูกปฏิเสธจากแซ่ของสามี และไม่สามารถกลับมาเป็นสมาชิกในผีเรือนและแซ่เดิมได้อีก เป็นความเชื่อท้องถิ่นที่หลักความเชื่อยังหลงเหลืออยู่ของพี่น้องกลุ่มชาติพันธ์ม้งนะคะ
ซึ่งหลักความเชื่อดังกล่าวนี้“เครือข่ายสตรีม้งในประเทศไทย” ได้จัดการประชุมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของผู้หญิงม้งจากหลายจังหวัดจำนวนนับพันคน ทำให้พบปัญหาความรุนแรงในครอบครัวหลากหลายรูปแบบที่เกิดจากวัฒนธรรมความเชื่อ และประเพณีท้องถิ่นต่อผู้หญิงดังกล่าวนี้ค่ะไม่ว่าจะเป็นการให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาว การเลือกปฏิบัติทั้งด้านร่างกายและจิตวิญญาณต่อผู้หญิงที่หย่าร้าง ผู้หญิงหม้าย แม่เลี้ยงเดี่ยว รวมถึงเด็กที่เกิดจากแม่เลี้ยงเดี่ยวค่ะ
“เครือข่ายสตรีม้งในประเทศไทย” ได้ทบทวนบทเรียนการทำงานสิบปีที่ผ่านมา ทำการศึกษาวิจัยศึกษาด้วยตัวเองและได้รับการสนับสนุนจากแผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งได้ข้อค้นพบสิ่งสำคัญที่เป็นกุญแจไขปริศนาทางความเชื่อธรรมเนียมปฏิบัติดังกล่าวด้วยการทำ “พิธีกรรมผู่ (phum)” หรือ โครงการรับลูกสาวกลับบ้าน
โดยเครือข่ายฯ ทำงานร่วมกับผู้อาวุโสชายที่เป็นผู้นำทางพิธีกรรม ผู้รู้ประเพณีปฏิบัติ ผู้นำท้องถิ่นที่เข้าใจปัญหา รวมถึงผู้เป็นพ่อที่มีลูกสาวประสบปัญหา และกลุ่มผู้หญิงที่ประสบปัญหาโดยตรง เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางทัศนคติ และความเชื่อทางประเพณีเพื่อให้เกิดความเสมอภาคทางเพศต่อผู้หญิงม้ง โดยการต่อสู้ของผู้หญิงม้ง เป็นการต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงโดยยึดหลักสันติวิธี จนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สร้างพลังอย่างยิ่งใหญ่ในพื้นที่
โดยมีครอบครัวที่นำพิธีกรรมผู่ไปใช้จำนวนมาก โดยปัจจุบันผู้หญิงมากกว่า 50 ครอบครัวที่เข้าร่วมพิธีนี้และมีหนึ่งตระกูลแซ่ที่ประกาศใช้พิธีกรรม “ผู่” อย่างเป็นทางการ มีสองตระกูลแซ่ประกาศใช้ในกลุ่มย่อยของตนเอง และเดือนกันยายน พ.ศ. 2560 เครือข่ายสตรีม้งฯ ได้ร่วมกับองค์กรชาวม้ง เช่น สมาคมม้ง เครือข่ายตระกูลม้ง (เครือข่าย 18 แซ่) ชมรมม้งต่าง ๆ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีชาวม้งเป็นผู้นำ ได้ร่วมกันผลักดันให้นำ “พิธีกรรมผู่” ไปใช้กับชุมชนชาวม้งอย่างเป็นรูปประธรรม โดยผู้นำม้งกลุ่มต่าง ๆ ได้ร่วมลงลายมือชื่อบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกันเพื่อเป็นหลักฐานด้วยค่ะ
ด้วยการทำงานเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับสังคมอย่างเป็นรูปธรรม “เครือข่ายสตรีม้งในประเทศไทย” จึงได้รับการประกาศเชิดชูเกียรติผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน เนื่องในวันสตรีสากลประจำปี พ.ศ. 2562 ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในวันพฤหัสบดีที่ 7 มี.ค. 2562 เวลา 10.30 น – 13.30 น. ที่ห้องประชุมเอนกประสงค์ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร อยากเชิญชวนเพื่อนสมาชิกทุกท่านมาให้กำลังใจเครือข่ายสตรีม้งในประเทศไทยและผู้ที่ได้รับการเชิดชูเกียรติทุกท่านร่วมกันนะคะ โดยรายละเอียดในการจัดงานครั้งนี้มีดังนี้ค่ะ
===================
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ขอเรียนเชิญสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไปเข้าร่วมงานเชิดชูเกียรติผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน เนื่องในวันสตรีสากลประจำปี พ.ศ. 2562 ในวันพฤหัสบดีที่ 7 มี.ค. 2562 เวลา 10.30 น – 13.30 น. ที่ห้องประชุมเอนกประสงค์ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โดยสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไปจะได้พบกับกิจกรรมที่น่าสนใจเป็นจำนวนมากนะคะ อาทิ
• พบกับการกล่าวเปิดงานโดย นางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในฐานะประธานคณะทำงานด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองด้านสิทธิและความเสมอภาพทางเพศภาพ
• พบกับพร้อมร่วมรับฟังการปาฐกถาในหัวข้อ “มาตรการคุ้มครองผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน” โดย รองศาสตราจารย์ ดร. ปกป้อง ศรีสนิท รองคณบดีฝ่ายวิจัยและบริการสังคม คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
• กล่าวแสดงความยินดีต่อบุคคล กลุ่มบุคคลที่ได้รับการประกาศเชิดชูเกียรติ “ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน”โดย Ms. Katia Chirizzi รองผู้แทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
• พิธีมอบเกียรติบัตรเพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน เพื่อสร้างขวัญ และกำลังใจในการขับเคลื่อนเพื่อความยุติธรรมในสังคมไทย โดยปีนี้มีผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติดังนี้ 1. เครือข่ายผู้หญิงกลุ่มรักษ์น้ำอูน 2. เครือข่ายสตรีม้งในประเทศไทย 3. เครือข่ายปกป้องสิทธิผู้หญิงมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ 4. มูลนิธิผู้หญิง 5. นางสาวสุธาสินี แก้วเหล็กไหล ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ด้านสิทธิแรงงานและแรงงานข้ามชาติ 6. นางพะเยาว์ อัคฮาด ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน แม่ผู้เรียกร้องความยุติธรรม
• ร่วมรับชมวิดีโอ Presentation ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน
• และร่วมรับฟังเวทีอภิปรายเรื่อง “การถอดบทเรียนจากประสบการณ์การต่อสู้ของผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน” ร่วมอภิปรายโดย ผู้ได้รับการประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ประจำปี พ.ศ.2562 นำอภิปรายโดย นางสาวหทัยรัตน์ พหลทัพ อดีตผู้สื่อข่าวอาวุโส สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส

ขอบคุณข้อมูลดีๆ จากเพจดีๆ ด้วยครับ

ม้งไทยกับการเมือง ‘ 62 ตอนที่ 2

“เราต้องลุกขึ้นมาแก้ปัญหาของตนเองแทนที่จะให้คนอื่นมาแก้ให้เหมือนครั้งอดีต”

ยอดยิ่ง แสนยากุล

“เป็นโอกาสที่จะมีชาวม้งเข้าสู่สภา”

ประธานเครือข่ายตระกูลม้งในประเทศไทย

หลังจากเราได้รู้จักพี่น้องม้งผู้ลงสมัครเลือกตั้ง ส.ส. ทั้งระบบบัญชีรายชื่อและแบบแบ่งเขตกันแล้ว ครั้งนี้ขอนำเสนอมุมมองของบางท่านเกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งนี้ และเหตุผลที่ตัดสินใจผันตัวเองเข้าสู่การเมือง
เริ่มต้นด้วยคุณยอดยิ่ง แสนยากุล หนึ่งในผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อจากพรรคพลังท้องถิ่นไทย คุณยอดยิ่งตัดสินใจลงเล่นการเมืองครั้งนี้เพราะเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่ชาติพันธุ์ของเราต้องลุกขึ้นมาแก้ปัญหาของตนเองแทนที่จะให้คนอื่นมาแก้ให้เหมือนครั้งอดีต ซึ่งทุกครั้งที่ผ่านมาไม่มี ส.ส. คนไหนแก้ปัญหาให้กลุ่มชาติพันธุ์อย่างจริงจัง และเล็งเห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโอกาสอันดี หรืออาจเป็นโอกาสครั้งแรกและครั้งเดียวที่จะมีชาวม้งเข้าไปอยู่ในรัฐสภา
“พรรคตอบสนองต่อนโยบายของกลุ่มชาติพันธุ์” คุณยอดยิ่งให้เหตุผลที่ว่าทำไมถึงตัดสินใจเข้าร่วมพรรคพลังท้องถิ่นไทยของคุณชัชวาลล์ คงอุดม “นโยบายของกลุ่มชาติพันธุ์ประกอบด้วยนโยบายคืนผืนป่าให้ประชาชนที่เคยถือครอง ภายใต้แนวทาง ‘คนสร้างป่า ป่าสร้างคน’ นโยบายออกเอกสารสิทธิในที่ดินทำกินให้กับผู้มีสิทธิ์ และนโยบายการสร้างพื้นที่อัตลักษณ์พิเศษให้กลุ่มชาติพันธุ์ นอกจากนั้น นโยบายหลักของพรรคยังเน้นการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ให้ท้องถิ่นปกครองกันเอง”
ด้านคุณเพียรเกตุ มากมีธรกุญชร และคุณชาญวิทย์ เฟื่องฟูกิจการ ประธานและรองประธานเครือข่ายตระกูลม้งในประเทศไทยบอกว่าที่ส่งตัวแทนจากแต่ละตระกูลแซ่ลงสมัครเลือกตั้งครั้งนี้เพราะเห็นว่าเป็นโอกาสที่จะมีชาวม้งเข้าสู่สภาเพื่อเป็นตัวแทนไปดึงงบประมาณจากส่วนกลางมาช่วยเหลือคน  ม้งตามลักษณะปัญหา ส่วนการส่งผู้สมัครลงในนามพรรคประชาชาตินั้นเพราะเห็นว่าพรรคมีนโยบายที่ตอบโจทย์ของชาวม้งและเป็นพรรคฝ่ายประชาธิปไตย
ไตรวิทย์ สหเจริญชัย หนึ่งในตัวแทนจากเครือข่ายตระกูลม้งในประเทศไทยที่ถูกส่งลงสมัคร ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งเสริมว่านโยบายของพรรคตอบสนองเกษตรกรคนจนและชาติพันธุ์ “ออกเอกสารสิทธิที่ทำกิน เรียนฟรีจนจบปริญญาตรี เบี้ยคนชรา 3,000 บาทต่อเดือน และนโยบายกับชาติพันธุ์ คือ ส่งเสริมพหุวัฒนธรรม ทุกคนมีสิทธิ์เรียนภาษาของตัวเอง”
“เพราะการเมืองเป็นคำตอบที่จะทำให้สามารถบรรลุความมุ่งหมายได้”  นี่คือเหตุผลของคุณจิรพันธุ์ หาญชัยเวธน์หรือยุผู้ลงสมัคร ส.ส. เขต 5 พิษณุโลก อดีตเด็กวัดยางคอยเกลือที่ต้องการยกระดับการมีส่วนร่วมต่อชุมชนท้องถิ่นและสังคม อีกทั้งต้องการเห็นสังคมที่มีรอยยิ้มจากการได้รับการดูแลอย่างจริงจังและจริงใจ “เยาวชนของชาติในถิ่นทุรกันดารยังไม่ได้รับโอกาสมากนัก จึงอยากเป็นตัวแทนที่จะเชื่อมโครงการดีๆ จากภาครัฐสู่สังคมเหล่านั้นต่อไป”
ถามว่าด้วยระบบการเลือกตั้งที่มีการนำคะแนนรวมทั้งหมดของพรรคไปคำนวณ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อในครั้งนี้จะมีโอกาสที่ได้เห็น ส.ส. ม้งคนแรกในรัฐสภาไหม คุณยอดยิ่งมั่นใจว่ามีโอกาสสูงที่จะเห็นพี่น้องม้งอยู่ในรัฐสภา ส่วนคุณชาญวิทย์คาดว่าอย่างน้อยจะมีชาวม้งได้รับเลือกเป็น ส.ส. 2 ถึง 3 คน

ม้งไทยกับการเมือง’62 ตอนที่ 1

นับแต่อดีตมานั้นมีหลักฐานว่าชาวม้งได้เข้ามีส่วนร่วมในการเมืองระดับชาติครั้งแรกในปี พ.ศ. 2490 เมื่อพญาดำรงฤทธิไกรตุ๊บี ลีฟ่ง ส่งตุ๊เลี้ย ลีฟ่งน้องชายของตนลงรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและได้รับเลือกเป็น ส.ส. ของแขวงเชียงขวาง เข้าร่วมรัฐบาลเจ้าสุวรรณภูมา ในราชอาณาจักรลาว หลังจากนั้นมาเมื่อชาวม้งแพ้สงครามลับในลาวแล้วต่างอพยพสู่ประเทศที่สามนั้น มีชาวม้งจำนวนหนึ่งได้รับการศึกษาพัฒนาตนจนสามารถเป็นตัวแทนของรัฐท่ามกลางฝูงชนต่างเผ่าพันธุ์กับตน แต่ในประเทศไทย ชาวม้งได้รับแต่งตั้งจากทางการให้ทำงานฝ่ายปกครองทั้งก่อนและหลังสงครามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์จนเข้าสู่ระบบการเมืองท้องถิ่น แต่การเมืองระดับชาติยังไม่มีใครไปถึงจุดนั้นได้
การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นครั้งแรกที่ระบบการเลือกตั้งเปิดโอกาสให้กลุ่มชนรากหญ้า ทุกเชื้อชาติ ทุกเผ่าพันธุ์ ทุกอาชีพ ทุกระดับการศึกษาได้เข้ามีส่วนร่วมกำหนดนโยบายบริหารประเทศ ได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย ด้วยการนับคะแนนที่ทุกๆ คะแนนมีความหมาย ทุกๆ เสียงถูกนับเป็นคะแนนให้พรรค จึงเห็นได้ว่าบรรดาพรรคการเมืองน้อยใหญ่ใหม่เก่าต่างวางกลยุทธ์มาที่ชนชาวรากหญ้าชาวบ้านผู้ได้รับความนิยมในท้องถิ่น ให้พวกเขาเป็นตัวแทนพรรคลงสมัครในแต่ละเขตและขณะเดียวกันก็เป็นฐานเสียงสนับสนุน ส.ส. บัญชีรายชื่อให้พรรคในทางอ้อม และแน่นอนหนึ่งในกลุ่มชนชาวรากหญ้านั้นก็คือ ชาวม้งกลุ่มชาติพันธุ์ที่ได้ชื่อว่าไม้เบื่อไม้เมาของทางการ
กลุ่มผู้นำ กลุ่มปัญญาชน กลุ่มนักธุรกิจชาวม้งต่างรู้ดีว่านี่คือกักดักของพรรคการเมืองแต่เมื่อโอกาสพุ่งเข้ามาใครล่ะจะไม่คว้า ชื่อเสียง เงินทอง เกียรติยศ อำนาจ ความปรารถณา เจตจำนง อุดมการณ์ ความฝัน จึงมีชาวม้งจำนวนหนึ่งตัดสินใจเดินลงสู่สนามการเมืองในนามพรรคต่างๆ ที่ก่อกำเนิดขึ้นมาใหม่

ผู้สมัคร ส.ส. ชาวม้งในครั้งนี้มีทั้งหมด 30 คน จาก 4 พรรคการเมือง พรรคประชาชาติ 18 คน พรรคพลังท้องถิ่นไท 7 คน ส่วนพรรคประชาไทย พรรคอนาคตใหม่ พรรคชาติพันธุ์ไทย พรรคครูไทยเพื่อประชาชนและพรรคประชาธรรมไทย พรรคละ 1 คน แบ่งเป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อ 3 คน ได้แก่ คุณยอดยิ่ง แสนยากุล จากพรรคพลังท้องถิ่นไท คุณณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์ พรรคอนาคตใหม่และคุณวีระเดช โรจนคีรีสันติ จากพรรคประชาชาติ ส่วน ส.ส. แบบแบ่งเขต 27 คน ดังนี้
จังหวัดเชียงใหม่ จากพรรคประชาชาติ 5 คนได้แก่ เขต 1 นายชาญชัย เชาวนางกูร เขต 2 นายเกียรติศักดิ์ จอกนิธิพงศกร (Zaam Khais Tsom) เขต 5 นายจิรายุศ กำธรพิทักษ์ (Laj Zoov Tsab) เขต 8 นายไตรวิทย์ แซ่ยะ และเขต 9 นายศักดา กูลสวัสดิ์มงคล
ส่วนพรรคพลังท้องถิ่นไท 2 คน ได้แก่ เขต 3 นายนริศ พนากำเนิด เขต 4 นายไตรภพ แซ่ย่าง และจากพรรคประชาไทย 1 คน คือ นายกรกษิณ หาญดิฐกุล เขต 5
จังหวัดแม่ฮ่องสอน 1 คน จากพรรคประชาชาติ นายซัวหยี่ แซ่หัน (Txoov Yig Haam)
จังหวัดเชียงราย จากพรรคพลังท้องถิ่นไท 2 คน ได้แก่ เขต 2 นางอรอนงค์ แสนยากุล (เจ้าตัวเป็นชาวลีซอแต่งงานกับคนม้ง) และเขต 5 นายสมบูรณ์ ร่มพนาธรรม ส่วนพรรคประชาไทย 2 คนเช่นกัน คือ เขต 4 นายจีระศักดิ์ ร่มพนาธรรม (Tshu Mos Yaj) กับเขต 5 นางสุดา หาญเจริญชัยกุล (Npaub Vaj)
จังหวัดพะเยา จากพรรคประชาชาติ 2 คน คือ เขต 2 ว่าที่ รท. ทัศพล มองช่อบิดร (Hawj Txoov Chij) และเขต 3 นายไตรวิทย์ สหเจริญชัย (Foom Hawj)
จังหวัดน่าน 4 คน จากพรรคประชาชาติ 3 คน ได้แก่ เขต 1 นายโสภณ ไพรวัลย์บริบูรณ์ เขต 2 นายธนู ภัทรวรากุล และเขต 3 นายสันติภาพ แซ่คำ ส่วนพรรคชาติพันธุ์ไทย 1 คน คือ เขต 3 นายเลาหล้า แซ่เล้า
จังหวัดตากจากพรรคปราชาติทั้ง 2 เขต คือ เขต 1 นางหม่อ แซ่ว่าง และเขต 2 นายวิสุทธิชัย ยั่งยงสกุล (Laj Xees Yaj)
จังหวัดพิษณุโลก 3 คน 3 พรรคจาก 2 เขต คือ เขต 4 นายจิรพันธุ์ หาญชัยเวธน์ ( Nyiaj Yub Hawj) จากพรรคพลังท้องถิ่นไท และเขต 5 สองคน คือ นายแทนคุณ แซ่วื่อ จากพรรคประชาชาติกับนายชาย แซ่โล่ พรรคครูไทยเพื่อประชาชน
ปิดท้ายที่จังหวัดเพชรบูรณ์อีก 3 คน จาก 3 พรรคจาก 2 เขตเช่นกัน คือ นายดะ ทรงสวัสดิ์วงศ์ จากพรรคพลังท้องถิ่นไท กับนายอดิศักดิ์ บำรุงคีรี (Haam Tsua Khaab) พรรคประชาชาติ ในเขต 1 และเขต 2 นายพันธ์นุวัฒน์ โรจนคีรีไพศาล พรรคประชาธรรมไทย

ถึงทุกคนจะลงสมัครรับเลือกด้วยเหตุผลกลใด จะได้รับเลือกหรือไม่ก็ตาม ขอให้สำนึกเสมอว่าตนเป็นใคร ปณิธานที่แท้จริงใต้ก้นบึ้งหัวใจคืออะไร จะสานฝันของพี่น้องม้งอย่างไร และจงภูมิใจกับตนเองที่วันนี้ได้เลือกเดินบนเส้นทางนี้ เพราะทุกคนเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ชนชาติของเรา ‘ม้ง’

เจ้าหน้าที่อุทยานฯ จับนายวิโรจน์ เทิดไพรพนาวัลย์ อดีตผญ. บ้านขุนกลาง สร้างรีสอร์ทรุกพื้นที่

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 256  เวลา 13.00 น. นายกริชสยาม  คงสตรี  หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอย อินทนนท์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์, เจ้าหน้าที่ทหารสังกัดกองร้อยรักษาความสงบที่ 2 จังหวัดเชียงใหม่ (ป.พัน.7 พล.ร.7), เจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีตำรวจภูธรจอมทอง, ปลัดอำเภอจอมทอง และกำนันตำบลบ้านหลวง ได้เข้าจับกุมนายวิโรจน์  เทิดไพรพนาวัลย์ อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 7 บ้านขุนกลาง ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ที่ก่อสร้างอาคาร 8 หลัง รุกพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ 

ทั้งนี้นายกริชสยาม  คงสตรี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ กล่าวว่ายังมีพื้นที่อีกหลายแห่งที่มีการบุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติฯ และเป็นการก่อสร้างอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งจะต้องมีการดำเนินการโดยเด็ดขาดต่อไป เจ้าหน้าที่จึงได้บันทึกภาพถ่ายไว้เป็นหลักฐาน และร่วมกันพิจารณาลงความเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำผิดกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้ ดังนี้
1. ฐานก่อสร้าง แผ้วถาง หรือเผาป่า หรือทำด้วยประการใดๆอันเป็นการทำลายป่า หรือเข้ายึดถือครอบครองป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่น ตามมาตรา 54 พระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 ประกอบมาตรา 72 ตรี
2. ฐานยึดถือครอบครองที่ดิน รวมตลอดถึงก่อสร้าง แผ้วถาง หรือเผาป่า ตามมาตรา 16(1) พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 ประกอบมาตรา 24
3. ฐานเปลี่ยนแปลงทางน้ำหรือทำให้น้ำในลำน้ำ ลำห้วย หนอง บึง ท่วมท้นหรือเหือดแห้ง ตามมาตรา 16(5) พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 ประกอบมาตรา 24
พนักงานเจ้าหน้าที่ได้แจ้งแก่นายวิโรจน์ เทิดไพรพนาวัลย์ ว่าท่านต้องถูกจับ และได้แจ้งสิทธิตามกฎหมายให้ผู้ถูกจับทราบว่า ดังนี้
1. มีสิทธิที่จะไม่ให้การหรือให้การก็ได้และถ้อยคำของผู้ถูกจับนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้
2. ผู้ถูกจับมีสิทธิที่จะพบและปรึกษาทนายความ หรือผู้ซึ่งจะเป็นทนายความ
3. ถ้าผู้ถูกจับประสงค์จะแจ้งให้ญาติหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจทราบถึงการจับกุมที่สามารถดำเนินการได้โดยสะดวกและไม่เป็นการขัดขวางการจับหรือการควบคุมผู้ถูกจับหรือทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใด ก็ให้เจ้าพนักงานอนุญาตให้ผู้ถูกจับดำเนินการได้ตามสมควร

ขอขอบคุณข่าวจาก : http://www.tnews.co.th นะครับ

การดิ้นรนของชาวม้งผู้ลี้ภัยรุ่นที่สามที่มีมากกว่าเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม

เน้งท่อได้แบ่งปันความหวังและความฝันของตนบนเฟสบุ๊คจนมีผู้ติดตามถึงพันกว่าคน​ เขาเน้นถึงการดิ้นรนทางอัตลักษณ์ของผู้อพยพ​ด้วยการตั้งข้อสังเกตว่าไม่มีเวลาให้ชาวม้งในสหรัฐสร้างความผูกพันภายในครอบครัวและเชื่อว่าปฏิสัมพันธ์ของคนในชุมชนสามารถทำให้ชาวม้งลี้ภัยรุ่นที่สามเติบโตทางวัฒนธรรมได้
เน้งท่อเกิดในศูนย์อพยพและเติบโตในรัฐวิสคอนซิน​ จบการศึกษาด้านชีววิทยาการปฏิรูปจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด​ สองปีต่อมาเขาเริ่มติดต่อกับผู้คนเพื่อแบ่งปันประสบการณ์และความรู้ของตน​ จนเดือนธันวาคม​ ปี​ พ.ศ.​ 2560 จึงเริ่มออกเดินทางรอบโลก​ เขาแบ่งปันความหวังและความฝันของตนผ่านทางวีดีโอและเฟสบุ๊คจนเดือนมกราคมที่ผ่านมามีคนติดตามเฟสบุ๊คของเขาถึง​ 38,000 คน​
“เขามาพร้อมกับข้อความสำคัญที่พวกเราสามารถเรียนรู้ได้” เฟย์นีส มิลเลอร์ อธิการมหาวิทยาลัยแฮมไลน์กล่าว
เน้งท่อพูดถึงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมผสมว่าความคิดหลักของชาวม้งอเมริกันรุ่นที่​1,2 และ​3 นั้นเป็นส่วนหนึ่งของหลายๆส่วนในโปรแกรมหลักของผู้เรียนภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัยแฮมไลน์
“โครงการเหล่านี้ช่วยให้ทุกคนเข้าใจถึงวัฒนธรรมและความสำคัญของวัฒนธรรม” คุณมิลเลอร์กล่าว​ “ความแตกต่างทำให้เรายอดเยี่ยม​ ความแตกต่างทำให้เราทำในสิ่งที่ไม่ได้จินตนาการมาก่อน”
เธอเสริมว่า “หนทางยังอีกไกล​ แต่เราจะทำให้โครงการนี้เดินหน้าต่อไป”
เธอชี้ให้เห็นถึงไหมเงี่ยซ่งเฉินรองประธานฝ่ายทะเบียนของมหาวิทยาลัยแฮมไลน์ที่เริ่มต้นจากพนักงานลูกจ้างจนก้าวสู่ระดับผู้นำของมหาลัย
“มีผู้นำในหมู่พวกคุณ” มิลเลอร์ยอมรับว่าชาวม้งอพยพมาอยู่ในสหรัฐเพียงระยะเวลาอันสั้น “ฉันหวังว่าคุณจะภูมิใจในทุกสิ่งที่คุณทำสำเร็จ คุณได้เพิ่มให้กับโครงสร้างของชาตินี้มาก ๆ”
สี่สิบปีที่แล้วชาวม้งเป็นเพียงชาวไร่ในประเทศลาว​มาวันนี้พวกเขากลายเป็นผู้นำระดับโลกและนักเคลื่อนไหวเชกเช่นเน้งท่อ
“ไม่มีเวลาไหนในประวัติศาสตร์ที่เราได้เห็นผู้คนทำเช่นนั้น”
กับความท้าทายที่เกิดขึ้น​ กับความแตกต่างระหว่างตระกูลที่มีมาหลายชั่วอายุ
ปู่ของเน้งท่อถูกเกณฑ์เป็นทหารขณะอายุได้​ 14​ ​ปีเพื่อต่อสู้กับคอมมิวนิสต์​ เมื่อพวกเขาอพยพสู่ศูนย์ลี้ภัยในประเทศไทย​ เน้งท่อจึงเกิดที่นี่ต่างจากน้องๆ​ของเขาที่เกิดในสหรัฐ
เน้งท่อแบ่งผู้อพยพในสหรัฐเป็น​ 3 รุ่น​ รุ่นแรกเกิดในประเทศลาว​ เช่นปู่ของเขา​ รุ่นที่สองที่ได้สัมผัสชีวิตในค่ายลี้ภัย​ เช่น​ พ่อแม่และตัวเขา​ รุ่นที่สามที่เกิดในสหรัฐ
“มีประชากรสามกลุ่มที่แตกต่างกันมาก” เน้งท่อให้ข้อสังเกตและเข้าใจว่าเป็นกุญแจสำคัญในการหาวิธีการปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมอเมริกัน
ปัญหาคือว่าแต่ละรุ่นมีสายสัมพันธ์ที่ต่างกัน เมื่อโตขึ้นพวกเขาจึงไม่ต้องการรบกวนพ่อแม่ที่ยุ่งอยู่กับการพยายามที่จะเอาชีวิตรอดในแต่ละวันจนไม่มีเวลาแบ่งปันภาษา​ เรื่องราวและวัฒนธรรมกับลูก ๆ ซึ่งในระหว่างการเดินทางของเขานั้นเขาได้เห็นรูปแบบนี้ซ้ำๆในชุมชนผู้อพยพ
“ฉันคิดว่าการสายสัมพันธ์ระหว่างกันเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จ” เน้งท่อกล่าว
ตอนพวกเขาใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศลาว​ พวกเขาทำงานในไร่เป็นครอบครัวและมีเวลาพูดคุยกัน​ “เมื่อคุณพูดกับพ่อแม่ของคุณ” เน้งท่อว่า​ “คุณรู้สึกปลอดภัยและพูดคุยกับใครก็ได้ไม่ว่าปัญหาใด”
ในค่ายลี้ภัยที่เมืองไทย​ ทุกครอบครัวเชื่อมโยงเข้าหากัน​ผ่านการแบ่งปัน​ปัญหากัน​ ชุมชนเชื่อมถึงกันเมื่อขยายขนาดขึ้นและขอความช่วยเหลือซึ่งกันและกันเมื่อประสบปัญหา​ “สิ่งนี้ทำให้ชุมชนม้งในลาวและไทยเข้มแข็ง” เน้งท่อให้ความเห็น
ในสหรัฐ​ผู้อพยพต้องสูญเสียพื้นฐานร่วมกัน เด็กใช้เวลาในโรงเรียนแทนที่จะไปทำงานกับผู้ปกครอง ผู้ปกครองหลายคนทำงานหลายงานและทิ้งหน้าที่การดูแลเด็ก​ เด็กที่อายุน้อยกว่าได้รับการเลี้ยงดูด้วยเด็กที่มีอายุมากกว่า เด็ก ๆ หยุดพูดกับพ่อแม่ของพวกเขาและสูญเสียการให้คำปรึกษาจากรุ่นก่อน
เขาตระหนักถึงวันแรกในมหาวิทยาลัยว่ามีเพียงคนเดียวที่เขาจะไปหาได้และพูดคุยด้วย ไม่ใช่พ่อและแม่ของเขา
“ฉันไม่เชื่อว่าจะมีคนต้องการให้ฉันประสบความสำเร็จและยื่นมือมาช่วยฉัน” เขาตั้งสมมติฐาน “ในฐานะผู้อพยพมาใหม่​ เราต้องการให้เด็กๆของเราประสบความสำเร็จ แต่ถ้าเด็กๆของเราประสบความสำเร็จและพวกเขาไม่ใช่ มันไม่ดีต่อพวกเขา”
เน้งท่อเชื่อว่าทัศนคตินี้ถูกปลูกฝังจากประสบการณ์การถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ชาวม้งประสบพบเจอมา ดังนั้น
เขาจึงทำงานที่สร้างความสัมพันธ์กับพ่อแม่ของเขาเพื่อเขาสามารถเดินทางไปหาทั้งสองได้และเป็นสิ่งที่กำลังพัฒนาขึ้นทุกๆวัน
ฉันอยู่ที่ไหน? เป็นคำถามที่ผู้อพยพถามตนเองเมื่อสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรม
“ฉันแค่ต้องการสถานที่ที่ฉันสามารถเป็นตัวของตัวเองและรู้สึกว่าตัวเองเป็นเจ้าของ”
เป็นการยากที่จะพิจารณาขอความช่วยเหลือจากชุมชนชาวม้ง “ปู่ย่าตายายของฉันต้องผ่านสงครามและค่ายผู้ลี้ภัย ฉันจะขอความช่วยเหลือได้อย่างไร” เน้งท่อตั้งข้อสงสัย
เขาเชื่อว่าชุมชนม้งเป็นจุดสำคัญ รุ่นแรกทำงานหนักเพื่อความอยู่รอด รุ่นสองเริ่มยกระดับทางวัฒนธรรม และเป็นรุ่นที่สามที่จะใช้ทักษะและทรัพยากรเพื่อประสบความสำเร็จทางวัฒนธรรม
“คุณไม่ขอความช่วยเหลือจากชุมชนชาวม้ง” เขาค้นพบคำตอบ “ไม่ได้​ จนกระทั่งฉันเริ่มขอความช่วยเหลือ​ ฉันจึงเริ่มเข้่าใจและเติบโต”

เมื่อลายผ้าม้งไปไกลระดับโลก

ในเว็บไซต์​ woman.kapook.com​ ได้ลงบทความแพนเค๊กใส่ชุดผ้าไหมแดง​ กระโปรงประกอบด้วยลายผ้าของชาวม้ง​ ของแบรนด์​ Hilltribe​house ไปเดินแบบในงาน​ London Fasion week 2019 นั้น​ เห็นได้ว่าผู้คนมากมายต่างชื่นชอบในลวดลายสวยงามของผ้าม้ง​ ขอแค่เรามีจินตนาการที่จะดัดแปลง​ ออกแบบให้ออกมาใส่แล้วสวยงาม​ ทันสมัยเท่านั้น​ หวังว่าพวกเราชาวม้งจะมีใครสักคนลุกขึ้นมาทำบ้างนะครับ

ศูนย์วัฒนธรรมม้งเซนต์พอลขยายการเข้าถึงด้วยเงินช่วยเหลือ​ 15,000​ ดอลลาร์

ปีนี้ศูนย์วัฒนธรรมม้งเซนต์พอลได้รับทุน​จากสมาคมการศึกษาแห่งชาติ​ (NEA)​ 7​ ทุน​ ซึ่งถือว่ามากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา​ เงินจำนวน​ 15,000​ ดอลลาร์​ จะถูกนำไปใช้ในพิพิธภัณฑ์ศิลปะพื้นบ้านและจัดนิทรรศการ​ ทุนนี้ถูกใช้เพื่อเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ให้มากขึ้น

เด็กม้งสัญชาติอเมริกันกำลังสนุกกับการเรียนเป่าแคนในศูนย์วัฒณธรรมม้งเซนต์พอล​ รัฐมินนิโซตา​ สหรัฐอเมริกา

“ นี่เป็นครั้งแรกที่เรามีความคิดริเริ่มที่สำคัญในการเข้าถึงสาธารณชนในวงกว้างด้วยการสอนศิลปะพื้นบ้าน” Mark Pfeifer ผู้อำนวยการฝ่ายโปรแกรมกล่าว “ ฉันคิดว่านั่นเป็นสาเหตุที่ NEA ให้เงินสนับสนุนเพิ่มขึ้น”

เพื่อเป็นการต้อนรับสาธารณชน​ ​ในวันพุธที่​ 20​ กุมภาพันธ์นี้​ ศูนย์วัฒนธรรมม้งจะให้บริการนำเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์​ 1 ชั่วโมง​ ตั้งแต่​ 17.00 น.​ ถึง​ 18.00 น.​ แขกทั้งหลายจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับวัฒณธรรมม้งรวมถึงบทบาทของชาวม้งในสงครามเวียดนาม​ การพลัดถิ่นของชาวม้ง​ ระบบแซ่ตระกูล​ ความเชื่อ​ ภาษาเขียนและชุมชนม้งในมินนิโซตา

รัฐมินนิโซตาและวิสคอนซินมีประชากรชาวม้งสูงที่สุดในสหรัฐอเมริกา​ ชาวม้งเริ่มลี้ภัยมาที่มินนิโซตาในปี พ.ศ.​ 2518 หลังจากสงครามได้ทำลายบ้านเกิดของพวกเขาในลาว ปัจจุบันมีชาวม้งมากกว่า​ 66,000 คนในมินนิโซตา

ในปี พ.ศ.​ 2561 ศูนย์วัฒนธรรมม้งได้รับเงินช่วยเหลือจากสมาคมประวัติศาสตร์มินนิโซตา​ มูลนิธิเซนต์พอล มูลนิธิบิจโลว์และมูลนิธิเอเชียแปซิฟิกแห่งเซนต์พอล​ สำหรับทุน NEA ก่อนหน้านี้อยู่​ที่​ 10​,000 ดอลลาร์

ศูนย์วัฒนธรรมม้งแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นในปี​ พ.ศ. 2548 เป็นสถาบันการสอนที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับคนม้งและประสบการณ์ในสหรัฐอเมริกาในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา ศูนย์นี้มีงบประมาณดำเนินงานปีละ 400,000 ดอลลาร์ มีพนักงานเต็มเวลาแปดคนและอาจารย์สอนศิลปะนอกเวลาสี่คน

แปลจาก​ http://m.startribune.com/hmong-cultural-center-wins-15k-national-endowment-for-the-arts-grant/505791272/