ลติวัศ เจนนิลกานต์ : ครูตัวเล็กหัวใจใหญ่แห่งศูนย์การเรียนรู้ตำรวจตระเวนชายแดนบ้านห้วยปุ้ม”

“ผมเคยเป็นศิษย์เก่าของศูนย์การเรียนรู้ตระเวนชายแดนชนัตถ์ปิยะอุย อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย หลังจากนั้นสอบเข้าโครงการคุรุทายาทจนได้บรรจุเป็นคุณครูตระเวนชายแดน ซึ่งได้รับมอบหมายให้มาสอนที่ศูนย์การเรียนรู้ตำรวจตระเวนชายแดนบ้านห้วยปุ้มแห่งนี้เป็นที่แรก” ครูลติวัศ คุณครูรุ่นบุกเบิกศูนย์การเรียนรู้ตำรวจตระเวนชายแดนบ้านห้วยปุ้ม ตำบลร่มเย็น อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยาเล่าให้ฟัง “ช่วงแรกที่มาสอนรู้สึกกลัวและกังวล เพราะเป็นที่แรกในการเป็นครู อีกทั้งยังเป็นโรงเรียนเปิดใหม่ น้ำและไฟฟ้า อาคารเรียนก็ยังไม่มี นักเรียนส่วนใหญ่ก็ยังพูดเขียนอ่านภาษาไทยไม่ค่อยได้ ซึ่งนอกจากสอนหนังสือยังต้องศึกษาประเพณี วิถีชีวิตความเป็นอยู่ในท้องถิ่นของชุมชนที่ส่วนใหญ่เป็นชาวเขาเผ่าม้ง เพื่อนำมาบูรณาการกับการเรียนการสอนซึ่งนับว่าผมโชคดีที่เป็นชาวม้งเช่นกัน จึงเข้าใจภาษาและวัฒนธรรมของนักเรียนที่นี่ การเรียนจึงราบรื่นขึ้นมาก”
ครูตัวเล็กแต่หัวใจใหญ่ผู้นี้กล่าวด้วยความอิ่มเอ็มใจ “เมื่อได้มาสอนจริงๆ ก็รู้สึกภูมิใจที่ได้สอนให้นักเรียนอ่านออกเขียนได้ แม้จะเหนื่อยในช่วงแรกเพราะต้องปรับตัว แต่ก็ไม่เคยทุกข์ใจ เพราะสิ่งที่ได้สอนนักเรียนไปนั้นจะเป็นสิ่งสำคัญที่พวกเขาจะนำความรู้ไปใช้ในระดับการศึกษาที่สูงขึ้น นับเป็นประสบการณ์ใหม่ที่ได้มาเป็นรุ่นบุกเบิกของโรงเรียนแห่งนี้”
ใครอยู่แถวนั้นหรือแวะผ่านอย่าลืมไปเยี่ยมคุณครูและเด็กๆ นะครับ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : mgronline.com นะคราาาบ

เจาะบทสัมภาษณ์เจ้าของกาแฟแบรนด์ “เดอ ม้ง”

คุณวิชัย กำเนิดมงคล (กล้วย แซ่มัว) เล่าถึงความเป็นมาของกาแฟเดอม้งไว้ในประชาชาติธุรกิจว่า กาแฟเดอม้งเริ่มทำมาตั้งแต่ปลาย ปี พ.ศ. 2558 พร้อมกับกลุ่มเกษตรกรดอยมณีพฤกษ์ 33 ครัวเรือน

ปัจจุบันมีรายได้ต่อครัวเรือนประมาณ 100,000-200,000 บาทต่อปี กลุ่มจะเน้นการปลูกกาแฟอราบิก้า สามารถผลิตและแปรรูปกาแฟสารได้ 5 ตันต่อปี แบ่งเป็นกาแฟคาติมอร์ธรรมดา 50% ซึ่งส่งขายให้ร้านกาแฟในจังหวัดน่านทั้งหมด และอีก 50% เป็นสายพันธุ์พิเศษที่มีรสชาติแตกต่างกันออกไป ได้แก่ คาติมอร์แบบพิเศษ ให้รสชาติความเปรี้ยวหวานขึ้นอยู่กับการทำโปรเซสในการแปรรูป 2.ทิปปิก้า จะมีกลิ่นโทนช็อกโกแลต มีรสเปรี้ยวน้อยกว่าสายพันธุ์อื่น 3.จาวา รสเปรี้ยวหวานผลไม้ แต่ให้ความเป็นผลไม้กลาง ๆ เหมาะกับคนชอบกาแฟกลาง ๆ 4.เกอิชา กาแฟพันธุ์พิเศษ มีความเปรี้ยว หวานชัด แบบส้มสายน้ำผึ้ง 
ทั้งสี่สายพันธุ์นี้จะขายผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ตและขายส่งให้กับร้านกาแฟทางเลือก
ทำไมถึงใช้ชื่อ “เดอม้ง” เพราะต้องการนำเสนอเอกลักษณ์ของชาวม้งสู่ภายนอกผ่านกาแฟ ส่วนการทำให้กาแฟเดอม้งเป็นที่รู้จักนั้น ที่ผ่านมาจะออกงานอีเวนต์ในกรุงเทพฯ และจังหวัดน่าน
จุดเด่นของกาแฟเดอม้ง คือ การผลิตที่เน้นความเป็นธรรมชาติปลูกใต้ร่มไม้ใหญ่ และใช้ปุ๋ยหมักทำเอง นอกจากนั้นดอยมณีพฤกษ์ยังมีพื้นที่เป็นดินภูเขาไฟเหมาะสมกับการปลูกกาแฟ เพราะมีแร่ธาตุโพแทสเซียมสูง อีกทั้งยังมีอากาศหนาวเย็น สลับฝนตลอดทั้งปีทำให้กาแฟจากดอยมณีพฤกษ์มีทั้งกลิ่นและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก : http://www.prachachat.net นะครับ

สุดยื้อ “น้องเพ้ง” หนูน้อยชาวเขา ป่วยกระดูกสันหลังคด เสียชีวิตแล้ว

ข่าวจากเว็บไซต์ไทยรัฐรายงานว่าเมื่อเวลา 20.00 น.วันที่ 10 ก.พ.62 ด.ญ.ชินารดี ดนุสรณ์สำราญ “น้องเพ้ง” หนูน้อยชาวไทยภูเขา วัย 9 ขวบ นักเรียนชั้น ป.3/1 โรงเรียนชุมชนบ้านคลองลาน ที่ป่วยกระดูกสันหลังคดผิดรูป เป็นโรคนิวโรไฟโบรมาโตซิส หรือโรคท้าวแสนปม ป่วยพิการ มีตุ่มเนื้องอกที่บริเวณต้นคอ จนกระดูกสันหลังคดผิดรูป ซึ่งเป็นมาตั้งแต่อายุ 1 ปี และเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เดินตัวเอียง คอเอียง เขียนหนังสือลำบาก แม้แต่ขณะกินข้าวและทำกิจวัตรประจำวันอื่นๆได้ยากลำบาก โดยโรคดังกล่าวมีโอกาสเกิดขึ้น 1 ใน 2 แสนคนเท่านั้น ซึ่งฐานะทางบ้านค่อนข้างยากจน แต่ก็มีผู้ใจบุญบริจาคเงินให้เป็นค่ารักษาในการผ่าตัด ได้สิ้นใจลงอย่างสงบ หลังเข้ารับการรักษาและการผ่าตัด ที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ ซึ่งนายแพทย์ที่รักษาอาการของน้อง ก็พยายามช่วยชีวิตอย่างเต็มที่ แต่ก็ไม่สามารถช่วยได้ โดยสาเหตุการเสียชีวิตนั้น เกิดจากการเสียเลือดมากและช็อคจนเสียชีวิต
โดย นายสุทัศน์ จินตเวชศาสตร์ นายอำเภอคลองลาน จ.กำแพงเพชร และนายบรรจง รุจนยุทธ นายกเทศมนตรีคลองลานพัฒนา นางยุวดี คงอินทร์ สมาชิก อบจ.กำแพงเพชร ได้ร่วมงานศพตามประเพณีชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง โดยศพของ “น้องเพ้ง” ตั้งอยู่ที่บ้านเลขที่ 609/3 ซอย 5 บ้านตลาดม้ง หมู่ที่ 16 ต.คลองลานพัฒนา อ.คลองลาน จ.กำแพงเพชร
ด้าน นางนริสา กระจ่างโชดสุข มารดา “น้องเพ้ง” กล่าวว่า หลังจากร้องขอความช่วยเหลือ มีผู้ใจบุญบริจาคเงินมากกว่า 1 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าผ่าตัด มีค่าใช้จ่ายส่วนเกินสิทธิบัตรผู้พิการ จำนวน 80,000-100,000 บาท และเมื่อวันที่ 24 ม.ค.62 หลังจากเข้ารับการตรวจวินิจฉัย “น้องเพ้ง” จึงเข้ารับผ่าตัดครั้งแรก โดยมีการผ่าตัดบริเวณหัวไหล่ด้านหลังที่คดผิดรูปลงไปถึงบริเวณเอว ที่โรงพยาบาลมหาราชเชียงใหม่ ผ่านไปด้วยดี จนต่อมาวันที่ 7 ก.พ.62 ทางแพทย์ได้ทำการผ่าบริเวณด้านหลังอีกครั้ง ใช้เวลาประมาณครึ่งวัน เมื่อทำการผ่าตัดผ่านไปด้วยดี จึงนำเข้าห้อง ไอซียู ไม่ถึงชั่วโมงก็ได้รับแจ้งว่า “น้องเพ้ง” เสียชีวิต 
โดยทางครอบครัวได้ทำบุญตามประเพณี และทำพิธีเคลื่อนศพไปฝัง ในวันที่ 11 ก.พ.62 ที่สุสานหมู่บ้านต่อไป ก็ต้องขอขอบพระคุณทุกๆท่าน ที่มีน้ำใจช่วยเหลือในการบริจาคเงิน ช่วยเป็นค่ารักษาพยาบาลด้วย และขอปิดการรับการบริจาคทุกๆบัญชี

การต่อสู้เพื่อมรดกของชาวม้งในเวียดนาม


“มรดกของชาวม้งเป็นของชนเผ่าม้ง…ผู้ยึดมั่นกับขนบธรรมเนียมอย่างภาคภูมิใจไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ใด”

วึง ซี เปา

วึงซีเปา (Vuong Duy Bao) สำรวจปราสาทของบรรพบุรุษ ร่องรอยของชาวม้งที่ถูกเวียดนามเหยียดหยาม เขาบอกว่าถูกทางการจับตัวไปจากครอบครัวของตน

โครงสร้างไม้นั้นเต็มไปด้วยสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ เสาที่แกะสลักเป็นลวดลายดอกฝิ่นอย่างสวยงามบ่งบอกว่าครั้งหนึ่งสถานที่แห่งนี้เคยเฟื่องฟูด้วยธุรกิจค้าฝิ่นและรั้วโลหะที่นำเข้าโดยฝรั่งเศสเจ้าอาณานิคม
ปราสาทนี้สร้างขึ้นในปี พ.ศ 2473 (ค.ศ. 1930) โดยทวดของวึงซีเปาด้วยเงินทองจากการค้าฝิ่นในสมัยนั้น ต่อมาทางการได้เข้ามาปกครองตอนเหนือของจังหวัดห่าซาง (Ha Giang) และยึดทรัพย์สินทั้งหมดของตระกูลวึงไว้
“ชาวม้งทั่วโลกยอมรับว่านี่เป็นบ้านของตระกูลเรา … ดังนั้นเราจึงไม่สามารถสูญเสียมันได้” วึงซีเปากล่าวจากอาคารซึ่งทางการใช้เป็นพิพิธภัณฑ์
ทั้งสองฝ่ายต่างเห็นพ้องว่าปราสาทนี้เป็นสมบัติทางสถาปัตยกรรมของชาวม้งนับตั้งแต่อดีตที่ยังใช้ชีวิตเร่ร่อนอยู่ไม่เป็นหลักแหล่ง
วึงซีเปาอาศัยอยู่ในฮานอย แต่กลับไปที่มาตุภูมิของครอบครัว แล้วพบว่าเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นได้เข้าครอบครองกรรมสิทธิ์ของปราสาทและปฏิเสธการอ้างสิทธิ์ของเขา
การอ้างกรรมสิทธิ์ของเขากลายเป็นเรื่องไร้สาระและไม่มีเอกสารยืนยันอย่างเป็นทางการเมื่อครั้งสร้างปราสาทนี้ขึ้น แต่ตระกูลของเขาถูกเชื่อมโยงกับปราสาทนี้ผ่านทางหนังสือประวัติศาสตร์ท้องถิ่นหรือแม้กระทั่งรูปภาพในพิพิธภัณฑ์
ชาวม้งหลายคนกลัวว่ารัฐบาลจะเข้ามาควบคุมวัฒนธรรมของพวกเขาเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว
วึงซีเปาเชื่อว่ามรดกของชาวม้งเป็นของชนเผ่าม้งซึ่งมาจากประเทศจีนผู้ซึ่งยึดมั่นกับขนบธรรมเนียมอย่างภาคภูมิใจไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ใด
ในเวียดนามชาวม้งส่วนใหญ่ถูกกีดกันจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของทศวรรษที่ผ่านมาและมากกว่า 60% ของชาวม้งหนึ่งล้านคนของประเทศมีชีวิตที่ยากจน
“มากกว่าชนกลุ่มน้อยเชื้อชาติอื่น ๆ ในเวียดนาม ชาวม้งได้รับการพัฒนาน้อยที่สุดจากโครงการของรัฐบาล” หงอ ตัม (Ngo Tam) นักมานุษยวิทยาเขียนไว้ในหนังสือหนทางใหม่: โปรเตสแตนต์และชาวม้งในเวียดนาม
เจ้าหน้าที่ของจังหวัดห่าซางกำลังโน้มน้าวว่าการท่องเที่ยวเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการดึงชาวม้งออกจากความยากจนและได้บรรจุไว้ในแผนแม่บทว่าต้องการให้พื้นที่แห่งนี้เป็น “แหล่งท่องเที่ยวหลัก” สำหรับนักท่องเที่ยวภายในปี พ.ศ. 2573 (ค.ศ. 2030)
ชาวม้งในพื้นที่ถูกส่งเสริมให้สวมใส่เสื้อผ้ากัญชงดั้งเดิมและสร้างบ้านย้อนยุค นอกจากนั้นทางการยังขอให้ลดงานศพและพิธีแต่งงานซึ่งถือเป็นพิธีกรรมที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวม้งลง
“บางครั้งเจ้าหน้าที่พยายามที่จะกำหนดความคิดของชาวม้งในเรื่องการบังคับคน แต่เราต่อต้านโดยปฏิเสธที่จะทำตาม” วัง หมี่ สิน (Vang My Sinh) บอกกับสำนักข่าว AFP “เรามีจิตวิญญาณของชุมชนที่เข้มแข็งเสมอ เราสร้างสิ่งต่าง ๆ ร่วมกันและรักษาสิ่งต่าง ๆ ไว้ด้วยกัน ไม่มีอะไรสามารถทำลายเราได้”

แปลจาก Battling for Hmong heritage in Vietnam ใน www.thestar.com.my

ขอขอบคุณภาพจาก : www. gotravelvn.com , www. holiday-langkawi.com , www. tin247.com และ http://www.vietnammoi.vn

จับหญิงชาวม้งเชื่อมโยงเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่

วันนี้ (11 ก.พ. 2562) ช่อง 3 รายงานข่าวว่าตำรวจปราบปรามยาเสพติดเปิดปฎิบัติการเอ็กซเรย์เชียงดาวจับหญิงชาวม้งระดับผู้สั่งการ เชื่อมโยงเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ลงภาคใต้และประเทศเพื่อนบ้าน ปฏิเสธไม่เกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติด 

ปฏิบัติการนี้เริ่มขึ้นเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา โดยตำรวจปราบปรามยาเสพติด สนธิกำลังทหาร เปิดปฏิบัติการเอ็กซเรย์ เชียงดาว นำหมายค้นเข้าตรวจค้นบ้านพักเลขที่ 189 หมู่ 8 ตำบลปิงโค้ง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมจับกุมตัวนางหลี่ เลาจาง เจ้าของบ้าน นายสมชัย เลาจาง ลูกชายของนางหลี่ และนางสาวรังสิมา แซ่หาญ ภรรยาของนายสมชัย หลังตกเป็นผู้ต้องสงสัย ที่ถูกซัดทอดจากขบวนการค้ายาเสพติดว่า ยาเสพติดเป็นของนางหลี่
ตรวจค้นภายในบ้าน พบถ้ำขนาดใหญ่ที่อยู่ติดกับตัวบ้าน แต่ไม่พบว่ามีทางเชื่อมต่อไปจุดใด แต่มีการนำดินมาถมทับใหม่ จึงใช้สุนัขดมกลิ่น เพื่อหาร่องรอยของยาเสพติด แต่ไม่พบ คาดว่าอาจจะใช้ซุกซ่อนทรัพย์สิน หรืออื่นๆ ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบอย่างละเอียด
การเข้าค้นครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ขยายผลมาจากกรณีที่นางหลี่ ถูกจับเป็นตัวประกันเรียกค่าไถ่ 25 ล้านบาท เมื่อปี 2561 โดยพบปมการหักหลังเงินค่ายาเสพติด และยังพบว่านางหลี่ เชื่อมโยงกับชาวเผ่าม้งที่ทำหน้าที่โอนเงินและขนส่งยาเสพติดไปยังกรุงเทพมหานคร พื้นที่ภาคใต้ และประเทศเพื่อนบ้าน โดยทำในลักษณะเครือญาติจึงรวบรวมพยานหลักฐานขออำนาจศาลออกหมายค้นในวันนี้ 
นางหลี่ เลาจาง รับว่า อาศัยบ้านหลังนี้มาแล้ว 3 ปี ในราคากว่า 3 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินได้จากการปลูกพืชทางการเกษตร รายได้ปีละ 600,000-800,000 บาท ไม่เกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติด ส่วนนายบรรเทิง แซ่ตั้ง ผู้ต้องหาคดียาเสพติดที่ถูกจับไป เมื่อปี 2561 ก็เป็นแฟนใหม่ แต่ไม่เคยรู้ว่าเค้าเกี่ยวข้องกับยาเสพติด 
ปฏิบัติการครั้งนี้ เจ้าหน้าที่เข้าค้นทั้งหมด 17 จุด ยึดทรัพย์สินรวมมูลค่ากว่า 20 ล้านบาท จับกุมนางเบญจมาศ แซ่ตั้ง ลูกสาวของนายบรรเทิง แซ่ตั้ง และยังจับผู้ต้องหาได้อีก 2 คน ที่ทำหน้าที่ลำเลียงยาเสพติดจากอำเภอจอมทอง ไปส่งพื้นที่ภาคกลาง ยึดไอซ์ 100 กิโลกรัม และยาบ้ากว่า 7,000,000 เม็ด ได้ที่จังหวัดลำปาง รวมถึงซัดทอดว่ายาเสพติดเป็นของนางบังอร เลาจาง ลูกสาวของนางหลี่ 

ขอขอบคุณข่าวจากไทยทีวีสีช่อง 3 นะครับ

Xauv จากสิ่งพันธนาการหฤโหดสู่อาภรณ์ทรงคุณค่า

เสาหรือเป่าท์ ห่วงคอเงินเครื่องประดับสวยงามของชาวม้ง

เชื่อว่าหนุ่มสาวหลายคนเมื่อหยิบชุดม้งมาสวมใส่ย่อมไม่ลืมห่วงคอเงินอันโอ่อ่าวิจิตรศิลป์มาประดับคอ ในสมัยก่อนห่วงคอต้องเป็นเงินแท้ เงินแท่งที่ช่างเครื่องเงินนำมาตีม้วนเป็นชั้นๆ ซ้อนทับกัน ชายใดฐานะดีมีมากย่อมหลายชั้น มีน้อยขอชั้นเดียวก็ยังดี ไม่มีนี่สิถือเป็นเด็กกำพร้าไร้คู่เคียง สาวๆ จึงเหลียวมองชายที่ห่วงคอเป็นสำคัญว่าชายนั้นพร้อมจะปกป้องชีวิตเธอและมอบอนาคตแก่ทายาทของเธอได้ไหม เมื่อกาลเวลาเลยผ่านสู่ยุคเงินธนบัตรใช้คล่องกว่าเงินแท่ง ของเทียมมากกว่าของแท้ ฐานะหรือจะสู้ภูมิฐาน ห่วงคอเงินจึงเหลือคุณค่าเพียงประดับกายให้สวยงาม แต่ไม่ใช่หมดราคา
ทุกวันนี้เราจึงเห็นเครื่องเงินประเภทห่วงคอทั้งชายหญิงมากมายตามแผงลอย ราคาตามเนื้อเงินและรูปลักษณ์ ราคาอาจด้อยค่ากว่าของเดิมแต่สวยงามกว่าเท่าตัว คุณค่าทางวัตถุมากกว่าคุณค่าทางจิตใจ นี่คือ วัฒนธรรมทางวัตถุของชาวม้งที่อยู่คู่กับคนม้งและกำลังถูกเปลี่ยนถ่ายสู่สังคมสมัยใหม่

เชื่อมั้ยว่ากว่าห่วงคอเงินจะกลายเป็นอาภารณ์ทรงคุณค่าเคียงคู่เครื่องแต่งกายอย่างทุกวันนี้ ห่วงคอเงินเคยเป็นโซ่ตรวนผูกมัดชาวม้งไว้กับชีวิตการเป็นทาสชาวจีนมาก่อน ใช่แล้ว ห่วงคอเงินที่ช่างเครื่องเงินบรรจงวาดลวดลายลงไป บรรจงชุบออกมาให้สวยงาม ห่วงคอเงินที่เคยแสดงถึงฐานะทางสังคมของชาวม้ง ห่วงคอเงินที่เราเรียกกันวัน “เสา” หรือ “เป่าท์”

บัวท์เส๊าว่า (Npuag Saub Vaj) เคยเขียนไว้ในวารสารม้ง Liaj Luv Chaw Tsaws ในปี ค.ศ. 1994 หรือ พ.ศ. 2537 ว่าเมื่อครั้งชาวม้งพ่ายแพ้แก่ชาวจีนและถูกกวาดต้อนเป็นทาสนั้น ชาวจีนใช้เหล็กมาตีเป็นห่วงล่ามคอชาวม้งไว้กับเสาไม่ให้หนีไปไหน เมื่อถึงเวลาทำงานจึงปลดโซ่ให้ ชาวม้งต้องทำงานภายใต้ห่วงคอเหล็กและโซ่ตรวนตลอดชีวิต จวบจนชาวม้งถูกปลดปล่อยเป็นอิสระ ชาวจีนเจ้าของทาสจึงข่มขู่ชาวม้งไม่ให้ถอดห่วงคอนี้ ไม่เช่นนั้นมัจจุราชจะมาคร่าชีวิต ชาวม้งเดินทางสู่มาตุภูมิด้วยห่วงโลหะที่คอ จะถอดก็กลัวคำสาปจะเป็นจริง ต้องฝืนสวมใส่ไว้อย่างนั้น อีกทั้งลูกเล็กเด็กแดงที่เกิดใหม่ต้องรีบหาโลหะมาคล้องไว้จนมีคำกล่าวสืบต่อกันมาว่า “Xauv Pov Siav” แปลว่า ห่วงคอปกป้องชีวิต เมื่อชาวม้งพบว่าแผ่นดินที่ตนอาศัยนี้มีบ่อเงินมากมาย ชาวม้งเห็นว่าห่วงเหล็กนั้นสกปรกไม่สวยงามจึงเปลี่ยนจากห่วงเหล็กเป็นห่วงเงิน เงินที่มีคุณค่า เงินที่ไม่กัดกินเลือดเนื้อ เงินที่ชุบง่ายกว่าโลหะ จากเครื่องพันธนาการจึงกลายเป็นเครื่องประดับกายแทน
ความเชื่อที่ว่าห่วงคอปกป้องชีวิตนี้เชื่อว่าหลายๆ คนคงเคยได้ยินและเคยใส่ห่วงคอทองแดงเส้นเล็กๆ เมื่อครั้งยังเด็ก ห่วงคอที่หมอผีบอกว่าให้เราสวมใส่เพื่อป้องกันภูตผีปีศาจจะมาคร่าขวัญหรือวิญญาณออกจากร่าง นั่นแหละคือคำสาปที่พวกเราชาวม้งได้รับจากชาวจีนผู้มอบวัฒนธรรมนี้ให้
นอกจากนั้น ผู้ใช้ชื่อ vamntxawg ยังได้อธิบายคล้ายกันนี้ไว้ในเว็บไซต์ http://www.hmongza.com ว่า ชาวจีนใช้ห่วงเหล็กมาล่ามคือชาวม้งไว้พร้อมสลักชื่อทาสและเจ้าของไว้บนแผ่นโลหะที่ทุกวันนี้เราเรียกว่า Daim phiaj ส่วนผู้ใช้นาม chiv keeb อธิบายความหมายของคำ “เสา” นี้ว่าไม่ใช่คำในภาษาม้ง คำคำนี้ชาวม้งยืมมาจากภาษาจีน คือ 鎖 แปลว่า กักขัง หรือ ล่ามไว้ ส่วนคำที่ชาวม้งเขียวเรียกว่า Paug นั้น บางทีอาจเป็นเพราะห่วงคอนี้เมื่อสวมใส่ไว้แล้วเสียดสีกับผิวหนังจนเกิดบาดแผล อีกทั้งโลหะเมื่อนานไปสกปรกจนทำให้บาดแผลนั้นอักเสบเป็นหนองขึ้นมา ชาวม้งจึงว่าเป็นเพราะห่วงนี้ทำให้คอเป็นน้ำหนอง จึงเรียกห่วงคอนี้ว่า Lub niag xeeb paug แปลว่า ต้นตอของหนอง นานเข้าจึงพูดสั้นๆ เหลือเพียง Lub paug หรือ เป่าท์ อย่างทุกวันนี้
ถึงต้นตอจะโหดร้ายเพียงใดแต่เราชาวม้งรู้จักปรับเปลี่ยนให้สวยงามและพัฒนาจนกลายเป็นหนึ่งในอาภารณ์ทรงคุณค่าให้เผ่าพันธุ์ของตน และนี่ไม่ใช่สิ่งสุดท้ายแต่เป็นสิ่งเริ่มต้นของชุดประจำกาย