อักขระม้ง​ RPA

ตัวอักษรที่เราใช้เขียนภาษาม้งปัจจุบันเรียกว่าอักขระอาร์พีเอ (ntawv hmoob thoob teb) เป็นการใช้ตัวอักษรละตินมาแทนเสียงในภาษาม้ง​ คิดค้นขึ้นในปี​ ค.ศ.​ 1951-1953 โดยศิษยาภิบาล (หมอสอนศาสนา)​ G. Lindawood Barney, William A. Smalley บาทหลวง​ Yves Bertrais และ​ครูชาวม้งอย่าง​ Txoov Yeeb​ Yaj, Tswv Hawj Thoj, Tooj Ntxawg Yaj, Tuam Xyooj เพื่อแปลคำสอนศาสนาคริสต์เป็นภาษาม้งให้ชาวม้งได้ศึกษา

ตัวพยัญชนะมีทั้งหมด​ 56 เสียง​ เรียกว่า​ tsiaj ntawv​ txiv​ ตัวสระมีทั้งหมด​ 13​ เสียง​ เรียก​ tsiaj​ ntawv​ niam และตัววรรณยุกต์หรือ​ tsiaj​ ntawv​ cim 8​ เสียง​ ดังนี้

พยัญชนะ​ ได้แก่​ t, k, p, x, s, l, n, h, m, d, q, v, r, z, y, c, f, ph, ts, ny, tx, nt, th, nr, nc, hn, hm, hl, kh, nk, pl, nq, xy, np, qh, ch, dh, ml, rh, tsh, txh, nts, ntx, npl, nph, nth, plh, nrh, nch, nkh, nqh, hny, hml, ntsh, ntxh, nplh

สระ​ได้แก่​ a, e, i, o, u, w, ai, au, aw, ee, ia, oo, ua ต่อมาได้เพิ่ม​ aa

วรรณยุกต์​ ได้แก่​ m, s, g, d, v, j, b และอีกเสียงไม่มีรูป​ (อ่านว่า​ niam​ mus​ neeg​ tod ua kuv ntuj siab =เนี่ย​ มู เน่ง ต๋อ อัว​ กู๋ นตู้​ เสยี๊ยะ)​

ผู้นำชนเผ่าม้งร่วมทำ พิธี “เจ้เช้ เจ้โชง”

ข่าวจากสยามรัฐ เมื่อวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2562 (เมื่อวาน) นายวิชิต อำพลรุ่งโรจน์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลรวมไทยพัฒนา อ.พบพระ จ.ตาก พร้อมด้วย ผู้ใหญ่บ้านในตำบลรวมไทยพัฒนา สมาชิกอบต คณะกรรมหมู่บ้าน ผู้อาวุโสในหมู่บ้านและในพื้นที่ตำบลรวมไทยพัฒนา เข้าร่วมประกอบพิธี “เจ้เช้ เจ้โชง” (Ncej Ntxheb Ncej Nthoo) โดยมีนายสมพงษ์(ว่างจง) แซ่ว่าง 571 หมู่ 8 บ้านชิบาโบ ตำบลคีรีราษฎร์ อำเภอพบพระ จังหวัดตาก เป็นผู้ประกอบพิธี มีไก่ 1 คู่ (ไก่ตัวผู้และตัวเมีย) ธูปและเทียนและต้นสน 1ต้น
นายวีระชัย ก้องพนาไพรสณฑ์ กำนันตำบลรวมไทยพัฒนา กล่าวว่า การทำพิธีเจ้เช้ เจ้โชงเพื่อคุ้มครองพ่อแม่พี่น้องที่เดินทางมาเที่ยวงานปีใหม่ม้งให้ทุกคนปลอดภัย เที่ยวให้สนุก
โดยงานประเพณีปีใหม่ม้ง อำเภอพบพระประจำปี 2562 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-13 มกราคม 2562 ณ สนามกลางหมู่บ้าน บ้าน 5 และบ้าน 6 ตำบลรวมไทยพัฒนา อำเภอพบพระ จังหวัดตาก

ซือโหยว-จี๋เย่อ (Chiyou-Txiv Yawg)

ถ้าถามว่า “ซือโหยว” คือใคร คนม้งส่วนมากไม่รู้จัก
ถ้าถามว่า “จี๋เย่อ” คือใคร คนม้งย่อมตอบว่าปู่
ทั้งสองไม่เหมือนกัน แต่คือคนเดียวกัน ยังไง?

ตามตำนานของชาวจีนกล่าวถึง “ซือโหยว” (蚩尤= แมลงที่ไม่เหมือนใครหรือมังกร) ผู้นำเผ่าจิวลี่ (ชนเผ่าทั้งเก้า) ต่อต้านการรุกรานของเหยียนตี้และหวงตี้ ตำนานนี้ไม่ใช่แค่กล่าวขานกันในหมู่ชาวจีนเท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในนิทานปรัมปราของชาวเหมียว(ม้งในประเทศจีน) และยอมรับว่า “ซือโหยว” คือ “บรรพบุรุษ” ของพวกเขา
ตำนานสามบรรพกษัตริย์ของชาวจีน (ฮั่น) อธิบายถึงรูปลักษณ์ของซือโหยวว่าศีรษะเป็นทองแดง หน้าผากเป็นเหล็ก กินทรายเป็นอาหาร ประดิษฐ์อาวุธจากโลหะ เชี่ยวชาญการสร้างธนูยักษ์ มีคาถาสร้างเมฆหมอก มีพี่น้อง 81 คน ซือโหยวเป็นบุตรของฝูซีไท่เห้าในยุคผัวเดียวเมียเดียว อาศัยอยู่แถบซานตง
จากนั้นไม่นานเหยียนตี้หัวหน้าเผ่าฮั่นโบราณอพยพจากทิศตะวันตกเข้ามาในเขตการปกครองของเผ่าจิวลี่ ซือโหยวจึงนำกำลังขับไล่เหยียนตี้จนพ่ายแพ้กลับไป เหยียนตี้เข้าร่วมมือกับกงซุนหยวนบุตรชายของอิ่วสงซื่อในเหอหนานจนกำลังพลเพิ่มทวีขึ้นแล้วอพยพขึ้นเหนือสู่เหอเป่ย ซือโหยวเห็นว่าจะเป็นภัยต่อเผ่าของตนจึงรีบยกกำลังพลเข้าปราบจนพินาศถึง 9 ครั้ง เมื่อซือโหยวพากำลังพลของตนบุกมาถึงจั่วลู่ ซือโหยวจึงร่ายคาถาเรียกลมเรียกฝนตกจนท่วมทัพเผ่าฮั่น กงซุนหยวนโต้ตอบทันทีโดยอัญเชิญเทพธิดาฮั่นป๋าใช้ความร้อนของดวงอาทิตย์แผดเผาลมฝนของซือโหยวจนเหือดแห้ง ซือโหยวจึงเสกคาถาสร้างเมฆดำปกคลุมทั่วแคว้น กงซุนหยวนและเหยียนตี้พินิศท้องฟ้ายามมืดแล้วพบว่ามีดาวดวงหนึ่งจากดาวสามดวงของด้ามกลุ่มดาวไถส่องสว่างไม่เปลี่ยนตำแหน่ง จึงใช้หลักการนี้สร้างรถเข็มทิศขึ้นแล้วขับรถนี้นำทางจนมาพบทัพของเผ่าจิ่วลี่ ซือโหยวไม่คาดคิดจึงตกเป็นเชลยของกงซุนหยวนในที่สุด
ซือโหยวถูกนำตัวมาประหารที่หุบเขาซงหลีและตัดหัวประจานไม่ให้ใครเอาเยี่ยงอย่าง เผ่าจิ่วลี่เมื่อไร้ผู้นำจึงแตกกระเจิงไปทั่วทิศและกระจัดกระจายออกไปตามตระกูล
หลังจากได้ชัยเหนือซือโหยวแล้วกงซุนหยวนจึงใช้รูปซือโหยวเป็นสัญลักษณ์ประจำกาย แล้วหันทำศึกกับเหยียนตี้จนสามารถรวบรวมเผ่าฮั่นโบราณได้ทั้งหมด กงซุนหยวนตั้งตนเป็นปฐมกษัตริย์แห่งลุ่มแม่น้ำเหลือง (ฮวงโห) นาม “หวงตี้” รวบรวมสัญลักษณ์ชนเผ่าต่างๆ เป็นสัตว์ตัวเดียว นั่นคือ “มังกร” และสถาปนาราชวงศ์หัวเซี่ยหรือ “อารยชน” ขึ้น

นักโบราณคดีพยายามค้นคว้าว่าซือโหยวมีตัวตนจริงหรือไม่? ถ้าจริงสุสานอยู่ที่ไหน? จากหลักฐานและเอกสารทั้งหลายถึงรับรู้ได้ว่าตำนานคือความจริง ความจริงที่นานนับพันปี กาลเวลาปรับเปลี่ยนเรื่องราวเป็นเรื่องเล่า เรื่องเล่ากลายเป็นตำนาน ความจริงถูกบิดเบือนเติมแต่งเสริมจินตนาการ นักโบราณคดีจึงพยายามตั้งสมมติฐานและหาเหตุผลมาอธิบายเรื่องเหนือธรรมชาติให้เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ว่าที่เผ่าจิ่วลี่รบชนะเผ่าฮั่นถึงเก้าครั้งด้วยกันนั้นด้วยอาวุธของเผ่าจิ่วลี่ที่สร้างจากโลหะทันสมัยกว่าเผ่าฮั่นที่ยังคงอยู่ในยุคโบราณมีเพียงไม้และก้อนหินเป็นอาวุธ จั่วลู่เป็นชัยภูมิที่ดีตามหลักฮวงจุ้ยมีแม่น้ำฮวงโหโอบล้อมทางทิศเหนือ ทิศใต้มีเทือกเขาสูงทอดตัวเป็นกำแพงธรรมชาติแต่ด้วยพื้นที่ปิดตายเช่นนี้เมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้นจึงกลายเป็นปราการขังตัวเองเป็นเหตุแห่งความพ่ายแพ้
ซือโหยวไม่คาดคิดว่าสภาพอากาศทางเหนือเมื่อถึงหน้าแล้งจะกันดารเช่นนี้ เผ่าฮั่นที่อยู่ต้นน้ำได้สร้างฝายกักเก็บน้ำไว้ เผ่าจิ่วลี่จึงขาดแคลนสบียงและน้ำจนกำลังพลอ่อนล้า เผ่าฮั่นสบโอกาสจึงบุกเข้าใส่ พวกซ่งหนูที่เป็นกองหนุนของเผ่าฮั่นลั่นกลองข่มขวัญจนทหารจิ่วลี่ขวัญฝ่อแตกทัพหนีกระเจิง ซือโหยวจึงพากำลังที่เหลือถอยกลับลงมาทางใต้จนถึงเมืองฝุหยาง เขตมณฑลเหอหนาน ที่นี่เกิดหมอกลงหนาจัดจนไม่สามารถเดินทัพต่อได้จำต้องชะลอการเดินทาง กงซุนหยวนมีวิศวกรผู้ช่ำชองดาราศาสตร์นามว่า ฟ่างป๋อ สร้างรถศึกที่มีเข็มทิศนำทางจนมาพบกับทัพของซือโหยว เหยียนหลงเข้าประจันกับซือโหยวและใช้หอกแทงจนซือโหยวเสียชีวิต กงซุนหยวนเมื่อมาถึงจึงได้ชำแระร่างของซือโหยวไปฝังตามที่ต่างๆ เพื่อไม่ให้เผ่า      จิ่วลี่สามารถรวบรวมได้หรือไม่ก็สร้างสุสานเปล่าขึ้นหลอกตาผู้คนไม่ให้พบเจอ
นักล่าสมบัติต่างเชื่อว่าสุสานที่แท้จริงของซือโหยวอยู่ที่เมืองทาว์นเทมเพิล (Town Temple) ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองจั่วลู่ไปประมาณ 7 ไมล์ เพราะที่นี่มีสุสานที่อยู่ตรงกับตำแหน่งที่ระบุไว้ในตำนานและยังมีชาวเหมียวแซ่จื้อเฝ้าดูแลสืบต่อกันเรื่อยมา พวกเขาบอกต่อกันเพียงว่าภายในหลุมศพได้ฝังร่างมังกรเผือกไว้ ต่อมาจื้อเต้อเหวยผู้ดูแลสุสานจึงเปิดเผยความจริงว่าเป็นศพของซือโหยว แต่ในตำนานจีนกล่าวถึงซือโหยวในลักษณะของความชั่วร้ายกลัวว่าเมื่อความจริงถูกเปิดเผยสุสานนี้จะถูกชาวจีนทำลาย ตระกูลของตนจึงต้องปิดเป็นความลับมาตลอด 5,000 ปี
มีบันทึกอีกฉบับบอกว่าศพของซือโหยวถูกฝังอยู่ในเมืองคันเซียง (Kanxiang) หรือเมืองหยังกู๋ (Yanggu) ในซานตง ซึ่งมีสุสานขนาดใหญ่และเก่าแก่แห่งหนึ่งที่คนแถบนั้นเชื่อว่าเป็นสุสานของซือโหยวเช่นเดียวกัน และที่นี่ยังเคยเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมหล่งซาน (Longshan culture) และเป็นเมืองหลวงของเผ่าตงอี๋ต้นเผ่าของซือโหยว

ซือโหยวเปลี่ยนเป็นจี่เย่ออย่างไร?
อย่างที่บอกไปข้างต้นว่าชาวเหมียวเชื่อว่าซือโหยวคือบรรพบุรุษของพวกเขา เป็นคนรวบรวมทั้ง 18 ชนเผ่าเป็นหนึ่งเดียว (บ้างบอก 8 เผ่าส่วนพงศาวดารจีนบอก 9 เผ่า) ซือโหยวนั้นแรกเริ่มชื่อ ฮมง (Hmoo) เป็นบุตรคนเดียว (พงศาวดารจีนบอก 81 คน) ของเอี๊ยกับอง (Nkauj Iab,Nraug Oo) (ฝูซีไท่เห้า) ในชนเผ่าที่เรียกตนเองว่า “ซือ” (Ntxwj) เมื่อเติบโตกลายเป็นผู้กล้าแล้วชนเผ่าอื่นๆ จึงเข้าสวามิภักดิ์อยู่ภายใต้การปกครองของฮมงกับบุตรชายทั้งเก้า (ในพงศาวดารจีนเขียนไว้ว่ามีสามคน คือ ฟุจี ปางจีและลี่จี) ทุกคนจึงเรียกตนเองว่า “ลูกหลานของฮมง”  ไจ ท่อ (Cy Thao) ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า ซือโหยวเป็นคำที่ชาวจีนเรียกหรือเพี้ยนมาจากคำ จี่เย่อ ที่หมายถึงพ่อของปู่ หรือ “บรรพบุรุษ” ซึ่งอาจเป็นคำที่ชาวเหมียวใช้พูดถึงฮมงปฐมกษัตริย์ของพวกเขา
จริงเท็จประการใดไม่อาจชี้ชัดไว้ได้เพราะบรรพบุรุษของเราได้แต่เล่าปากต่อปากผ่านตำนานและบทเพลงที่แตกต่างกันไปตามปัญญาของผู้ฟังจดจำได้ ไม่เหมือนชนชาติอื่นที่ขีดเขียนบันทึกไว้ หวังว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นให้เราชาวม้งหันมาค้นคว้ารากเหง้าของตัวเองอีกครั้ง

ข้อมูลจาก :     รากเหง้าเผ่าจีน ของอดุล รัตนมั่นเกษม
ประวัติศาสตร์จีนฉบับย่อ ของหลี่เฉวียน แปลโดย เขมณัฏฐ์ ทรัพย์เกษมชัย
ไคเภ็ก
http://www.hmongasia.com หัวข้อ taug txoj lw ntshav
สารคดี Hmong History_ Chiyou 蚩尤, the Miao Nationality and the Ancient Dongyi
A Brief History of the Hmong People โดย Cy Thao
Chiv Keeb Haiv Neeg Ntxwj ของ Vaj Lis Thum

จ้างม้ง 1.5 ล้าน ขนยาลอตใหญ่ส่งลูกค้าภาคกลาง

ข่าวจากเว็บไซต์ http://news.ch7.com รายงานว่าเมื่อคืนที่ผ่านมา ทหารกองกำลังผาเมือง ร่วมกับชุดสืบสวนตำรวจภูธรภาค5 ตำรวจกองบังคับการ ปส.3 และเจ้าหน้าที่ ปปส. ร่วมกันวางแผนสกัดยาเสพติด หลังสืบทราบว่า จะทะลักเข้ามาทางด้านอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย โดยได้ตั้งด่านตรวจบนถนนแม่สาย-เชียงแสน ใกล้กับสะพานมิตรภาพไทยเมียนมาแห่งที่ 2 บ้านสันผักฮี้ ตำบลแม่สาย

ภาพข่าวจาก
http://news.ch7.com/detail/316461

จนกระทั่งเวลา 20.30 น. วันที่ 14 ธ.ค.61 ได้ตรวจพบรถกระบะสีเทา ทะเบียน บต-5494-น่าน ซึ่งเป็นรถเป้าหมาย ตรวจค้นด้านหลังกระบะพบยาไอซ์ 15 กระสอบ น้ำหนักรวม 300 กิโลกรัม และเฮโรอีน 4 กระสอบ รวม 200 แท่ง น้ำหนักรวม 70 กิโลกรัม จึงควบคุมตัว นายสุรพงษ์ คีรีรัตน์ อายุ 38 ปี นายวรเวช คีรีรัตน์สกุล อายุ 36 ปี และนายสิทธิพร แซ่ว่าง อายุ 24 ปี ทั้ง 3 คนเป็นชาวม้งในอำเภอพบพระ จังหวัดตาก พร้อมของกลางไปทำการสอบสวนที่ กองกำกับการ 2 กองบังคับการ ปส.3 ซึ่งอยู่ในตัวจังหวัดเชียงราย

สอบสวนเบื้องต้น นายสุรพงษ์ คีรีรัตน์ ให้การว่า ได้รับการว่าจ้างจากชายชาวจีนไม่ทราบชื่อ ในฝั่งท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา ให้นำยาเสพติดทั้งหมดไปส่งให้กับกลุ่มเครือข่ายในพื้นที่ภาคกลาง จึงชักชวน นายวรเวช และนายสิทธิพร ให้มาช่วยกันลำเลียง ซึ่งหากถึงที่หมายเรียบร้อยแล้วจะได้รับค่าจ้างเป็นเงิน 1,500,000 บาท เจ้าหน้าที่จะได้ขยายผลถึงผู้ร่วมขบวนการรายอื่นๆ ต่อไป

ม้งและตัวตน

เคยถามตัวเองไหมว่า “ม้ง” แปลว่าอะไร? เชื่อว่ามีหลายคนพยายามถามตัวเองเหมือนเช่นอีกหลายคนที่ไม่เคยเอะใจ

บรรพบุรุษของเราเองก็ไม่เคยรู้ว่าคำที่ใช้เรียกตัวตนทุกวัน…ทุกวัน…นั้น คืออะไรกันแน่ จวบจนชาวม้งเริ่มรับการศึกษาจากยุโรปเข้ามา เริ่มรู้ถึงอันตรายของการอยู่ภายใต้อาณานิคม การมีตัวตนภายใต้ระบบกฏหมาย

ดังนั้น ดร. ย่างดาว นักสังคมศาสตร์ชาวม้งลาวจึงพยายามหาคำมาอธิบายตัวตนของม้งว่าหมายถึง “เสรีชน”  โดยพิจารณาจากอัตลักษณ์ของชาวม้งที่ชอบชีวิตสันโดษ รักอิสระ ไม่ผูกพันกับที่ใดที่หนึ่ง

หลังจากชาวม้งในประเทศลาวอพยพสู่สหรัฐอเมริกาแล้ว ญื่อเพ่งซ่งจึงเขียนหนังสือ Hmong mean Free ตอกย้ำความหมายนี้อีกที

นอกจากคำนิยามข้างต้นแล้วชาวม้งอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งได้ศึกษาวัฒนธรรม ตำนานต่างๆ ของชาวม้งในสมัยอพยพมาอยู่ศูนย์อพยพบ้านวินัย อำเภอปากชม จังหวัดเลย ได้อธิบายว่า ม้งมาจากคำว่า “ฮม๋ง” หรือ “ฮมง” (Hmoov/Hmoo) อันหมายถึงโชค ตามที่นิทาน Yij Puab peb tug tub sawv tu teb chaws ในหนังสือ Keeb kwm Hmoob raws tsev Koom Haum Vib Nais ว่า “เพราะโชคชะตาทั้งสามจึงไม่เสียชีวิต”

นิยามนี้ได้รับการยืนยันอีกครั้งในปี พ.ศ. 2551 เมื่อ Txoov Kav Lauj อธิบายถึงเรื่องราวการรวมชนเผ่าต่างๆ ของซือโหยว

บางคนก็บอกว่า ม้งแผลงมาจาก “มองโกล” ชนเผ่านักรบบนหลังม้าผู้ใช้ชีวิตกลางทุ่ง ตามตำนาน Muam Nkauj Hli แต่ปัจจุบันมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันแล้วว่า DNA ของม้งกับมองโกลนั้นไม่เข้ากัน คำนี้จึงอาจเป็นแค่คำที่ออกเสียงคล้ายกันเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ถึงเราจะไม่รู้จักตัวตนของเราก็ตามแต่ขอให้เรารู้ไว้ว่าเราคือ “ม้ง” และภูมิใจที่จะแบกชื่อนี้ตลอดไป

พิธีส่งท้ายปีก้าวสู่ปีใหม่​ (lwm​ sub)

พิธีส่งท้ายปีก้าวสู่ปีใหม่​ (lwm​ sub) เป็นพิธีกรรมที่สำคัญของชาวม้งเพื่อกักสิ่งชั่วร้ายไม่ให้ติดตัวเราไปยังปีใหม่ที่จะมาถึง​ด้วยการเดินวนต้นงิ้วที่เปรียบเหมือนเสาวิญญาณ​ (ncej ntxhoo) ตามแขนนาฬิกา​3,4หรือ5รอบและทวนเข็มนาฬิกา​2,3หรือ4รอบ​ จากนั้นคนประกอบพิธีจะเชือดไก่ใช้เลือดทาต้นงิ้วหรือเดินรอบผู้คนใต้ต้นเสาพร้อมกับโยนไก่ให้ข้ามเชือกที่ถักทอจากหญ้าคา
เงี่ยว่าเส่งเล่าจากบ้านเข็กน้อยเล่าว่าเพราะน้ำท่วมโลกและชาวม้งฆ่าสัตว์สังเวยมากจนมีวิญญาณภูตผี​มากพอถึงวันสิ้นปีที่ประตูโลกวิญญาณเปิดจึงทำพิธีเพื่อขับไล่วิญญาณเหล่านั้นกลับเบื้องล่าง​ เสางิ้วเปรียบเหมือนธงของชาวม้ง​ เชือกหญ้าคาเป็นเชือกวิเศษคุ้มครองผู้คนจากวิญญาณชั่วร้าย​ ขณะที่จ้งยูเส่งเล่าบอกไว้ว่าหญ้าคาที่ถักทอรวมกันนี้หมายถึงชาวม้งทั้งหลายที่รวมตัวกันเป็นหนึ่งภายใต้การนำของผู้นำชาวม้งที่ยืนอยู่ใต้ต้นงิ้ว
บางทีพิธีกรรมนี้อาจปรับเปลี่ยนมาจากประเพณีปีนเสาชิงธงของชาวม้งจีน​ (nqaum toj) ซึ่งชาวม้งจีนจัดขึ้นในวันขึ้น 2 ค่ำเดือนหนึ่ง​ เมื่อใกล้สิ้นปีชาวม้งจีนจะตั้งเสาขึ้น​ เรียกว่า​ ncej​ pag หรือ​ ncej​ ntxeb ncej​ ntxhoo​ ปลายเสาจะผูกผ้าผืนแดงหรือเขียวไว้​ เมื่อถึงกำหนดการหมอแคนจะรำแคนรอบเสาจากนั้นจึงเริ่มปีนป่ายเพื่อชิงผ้าที่เปรียบเหมือนธง
ชาวม้งจีนมีนิทานเล่าถึงความเป็นมาของประเพณีนี้​ 2 เรื่องด้วยกัน​ เรื่องแรกเล่าถึงยุคสมัยสงครามของซือโหยวกับเหยียนตี้และหวงตี้​ ชาวม้งล่อให้ทหารจีนเข้ามาในเขาวงกตแล้วลูกชายทั้งเก้าของซือโหยวปีนต้นไม้ผูกผ้าส่งสัญญาณแต่ถูกลูกศรตายหมด​ หลังสู้รบได้​ 3 วันชาวม้งจึงได้ชัย​พวกเขาจึงจัดพิธีขึ้นเพื่อรำลึกถึงลูกชายทั้งหลายของซือโหยว
ส่วนอีกเรื่องเล่าถึงการอพยพหนีภัยสงครามแล้วผู้นำทางถือธงคอยส่งสัญญาณให้พี่น้องชาวม้งทราบว่าถึงเวลาพักหรือเคลื่อนพล เมื่อชาวม้งมาอยู่เป็นหลักแหล่งพ้นจากภัยสงครามแล้วจึงจัดประเพณีนี้ขึ้นเพื่อระลึกถึงช่วงเวลาลำบาก
ถึงเราจะไม่สามารถบอกได้ว่าเรื่ิองไหนที่เป็นความเป็นมาของพิธีกรรมนี้​ ความเชื่อที่สืบต่อกันมาถูกหรือผิดแต่เรายังคงปฏิบัติสืบต่อกันมาและควรสืบสานต่อไป​ เพราะเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมที่สวยงามของเราชาวม้ง

การอัญเชิญผีเน้งขึ้นฉลองปีใหม่

หนังสือ Fetes du nouvel an chez les Hmong Blanc de Thailande ของบาทหลวง Jean Mottin

Jean Mottin เขียนไว้ในหนังสือ Fetes du nouvel an chez les Hmong Blanc de Thailande หรือ เทศกาลปีใหม่ของม้งขาวในประเทศไทย ตีพิมพ์ปี ค.ศ. 1929 ถึงการอัญเชิญผีเน้งขึ้นไปฉลองปีใหม่กับเทพเจ้าซียีว่าสำหรับคนที่เป็นหมอผีในวันส่งท้ายปีเก่าจะทำความสะอาดหิ้งบูชาต่างๆด้วยการแกะกระดาษแผ่นเก่าออกแล้วแปะด้วยกระดาษแผ่นใหม่ที่มี 3 สีติดกันเป็น 3 ชั้น จากนั้นหมอผีจะประกอบพิธีเชื่อมระหว่างผีเน้งกับเทพซียีด้วยการสร้างทางสมมติ สะพานและบันได 
ทางเดินสมมติเป็นการใช้สายสิญจน์เชื่อมจากโถดินลากผ่านขื่อเหนือหิ้งผีโยงผ่านไม้ใต้คานไปรวมกันที่ประตูซึ่งจะทำความสะอาดปีละครั้ง
สะพานทำด้วยผ้าป่านสีครีม ครามหรือสีดำพับทบกัน 2-3 ชั้น ยาวประมาณ 5-8 เมตร กว้างประมาณ 25-90 เซนติเมตร เชื่อมต่อจากทางเดินสมมติเหมือนเชื่อมพื้นดินกับสวรรค์ซึ่งสร้างขึ้นเฉพาะช่วงเทศกาลปีใหม่เท่านั้น ติดตั้งแบบเดียวกับทางเดิน
บันไดจะต่อจากสะพานเพื่อให้ผีเน้งใช้สำหรับปีนหน้าผาขึ้นไปบนถ้ำของเทพซียี ทำจากไม้ไผ่มี 12 ชั้น สื่อถึงสวรรค์ทั้งสิบสอง วางพาดยาวเหนือหิ้งผีไปจนถึงประตูใหญ่
หลังจากทำความสะอาดและติดตั้งอุปกรณ์เสร็จแล้วหมอผีจะสวดอัญเชิญเทพยดาและผีเน้งมาประทับที่หิ้งเพื่อถวายเครื่องเซ่น จากนั้นสวดบทที่สองพร้อมกับถือลูกกระพรวนไว้ในมือขวา มือซ้ายถือกระดิ่งทำท่าเหมือนกำลังควบม้า ผู้ช่วยจะตีฆ้องประกอบ จากนั้นตั้งโต๊ะเงินโต๊ะทองถวายเครื่องบูชา หลังเสร็จสิ้นประเพณีปีใหม่แล้วหมอผีถึงสวดอัญเชิญผีเน้งกลับมาสถิต ณ หิ้งบูชาดังเดิมเหมือนดั่งเช่นตอนส่งไป

เหมียว-แม้ว-ม้ง

ชาวจีนเรียกเราว่า “เหมียว”
คนเอเชียเรียกเราว่า “แม้ว”
ตัวเราเรียกตนเองว่า “ม้ง”
ทำไม?
Joakim Enwall นักภาษาศาสตร์อธิบายว่าที่ชาวจีนเรียกม้งว่าเหมียวนั้นหากพิจารณาตามตัวอักษรแล้ว เหมียว (苗) ประกอบด้วยผืนนา+ต้นอ่อน จึงอาจหมายถึง ชนเผ่าที่ยังชีพด้วยการเกษตร เช่นเดียวกับที่ ฮั่น (族) ชนเผ่ายังชีพด้วยการปศุสัตว์
แม้วล่ะ? คนเอเชียโดยเฉพาะญวณ ลาวและไทยรับมาจากเหมียวในภาษาจีน เพื่อเรียกชื่อตามที่เอกสารจีนบันทึกไว้เท่านั้นไม่ได้มีความหมายเชิงดูถูก ในเวียดนามเองเคยยกดินแดนบางส่วนของภาคเหนือให้คนม้งที่ช่วยรบกับฝรั่งเศสโดยตั้งชื่อว่าเขตแม้วบัํก แต่เพราะชาวม้งไม่สนใจการปกครองจึงถูกรวมเข้ากับเขตไทบั๊กแทน
ในลาวครั้งเมื่อตุ๊บี ลีฟ่งได้เป็นพญาและมีอำนาจอยู่ในรัฐบาลได้ผลักดันชาวม้งจนเป็นพลเมืองของราชอาณาจักรลาวและรัฐธรรมนูญลาวฉบับแรกเรียกแม้วว่าม้ง ใช้คำลาวสูงแทนชาวเขา
ในเมืองไทย? คนไทยเคยเรียกเราว่าแม้วจนพระราชินีในรัชกาลที่ 9 เสด็จประพาสบ้านหนองหอยในปี พ.ศ. 2516 พระองค์รับทราบความปรารถณาของคนม้งจึงกำหนดให้ใช้คำ “ม้ง” แทนแม้ว แต่ยังมีคนอีกมากเข้าใจว่า แม้วคือแม้ว ม้งคือม้ง เหมือนที่คนม้งส่วนใหญ่คิดว่า แม้วเป็นคำดูถูก